ถอดซิลิโคนหน้าอก (Breast Implant Removal / Explant) คือการผ่าตัดนำถุงซิลิโคนเสริมหน้าอกออก โดยมักใช้แผลเดิม และหลังถอดจะเลือกปล่อยตามธรรมชาติ เติมไขมัน หรือเปลี่ยนซิลิโคนใหม่ก็ได้ค่ะ
เสริมหน้าอกมาหลายปีแล้ว ตอนนี้เริ่มคิดอยากเอาซิลิโคนออก แต่ก็กังวลว่า “ถอดแล้วหน้าอกจะแฟบ จะหย่อนจนดูไม่ได้หรือเปล่า” ใช่ไหมคะ? คำถามนี้เป็นเรื่องที่คนไข้ถามบ่อยที่สุดก่อนตัดสินใจถอดซิลิโคนหน้าอก
คำตอบสั้น ๆ คือ หน้าอกหลังถอดจะเปลี่ยนไปมากหรือน้อย ขึ้นกับ 4 ปัจจัยของแต่ละคน และทางไปต่อหลังถอดมีหลัก ๆ 3 ทาง บทความนี้จะช่วยให้ประเมินตัวเองได้ว่าอยู่กลุ่มไหน และทางไหนน่าจะเหมาะกับเราที่สุดค่ะ
สารบัญ
ถอดซิลิโคนหน้าอก คืออะไร และทำไมหลายคนเลือกถอด
การถอดซิลิโคนหน้าอกคือการผ่าตัดนำถุงซิลิโคนที่เคยใส่ไว้ออกจากเต้านม ส่วนใหญ่แพทย์จะเปิดแผลตามรอยแผลเดิม เช่น ใต้ราวนม รอบปานนม หรือรักแร้ เพื่อไม่ให้มีแผลใหม่เพิ่มค่ะ
ถ้าพังผืดรอบซิลิโคน (แคปซูล ซึ่งเป็นเยื่อที่ร่างกายสร้างหุ้มสิ่งแปลกปลอมไว้) หนาหรือแข็งผิดปกติ แพทย์อาจลอกแคปซูลออกไปพร้อมกันด้วย กรณีนี้การผ่าตัดจะซับซ้อนขึ้นและพักฟื้นนานขึ้นเล็กน้อย
เหตุผลทางการแพทย์ (สรุปสั้น)
เหตุผลที่พบบ่อยคือ ภาวะแคปซูลหดตัวจนหน้าอกแข็งและเจ็บ ซิลิโคนแตกหรือรั่ว การติดเชื้อ อาการปวดเรื้อรัง และโรคที่พบได้น้อยมากอย่าง BIA-ALCL (มะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิดหายากที่สัมพันธ์กับซิลิโคน) ซึ่งเมื่อพบต้องถอดโดยเร็ว รายละเอียดของแต่ละภาวะอ่านได้ที่ผลข้างเคียงจากการเสริมหน้าอกค่ะ
เหตุผลส่วนตัวและกระแส Explant
อีกหลายคนไม่ได้มีปัญหาทางการแพทย์เลย แต่ไลฟ์สไตล์เปลี่ยน เช่น ออกกำลังกายหนักขึ้น รู้สึกว่าหน้าอกใหญ่เกินไปสำหรับวัยนี้ หรืออยากกลับไปเป็นธรรมชาติแบบไม่มีสิ่งแปลกปลอมในร่างกาย ช่วงหลังมีคนดังในต่างประเทศเล่าประสบการณ์ถอดซิลิโคนกันมากขึ้น กระแส “Explant” จึงเป็นที่พูดถึงในไทยด้วย
ไม่ว่าจะถอดด้วยเหตุผลไหน ก็เป็นการตัดสินใจของเราเองทั้งหมดค่ะ สิ่งสำคัญคือรู้ล่วงหน้าว่าหน้าอกหลังถอดจะออกมาประมาณไหน ข้อมูลทั่วไปเกี่ยวกับการผ่าตัดถอดซิลิโคนอ่านเพิ่มได้ที่ American Society of Plastic Surgeons (ASPS)
หลังถอดซิลิโคน หน้าอกจะเปลี่ยนไปแค่ไหน? เช็ก 4 ปัจจัย
หน้าอกหลังเอาซิลิโคนออกไม่ได้ “แฟบเท่ากัน” ทุกคนค่ะ ซิลิโคนที่อยู่มานานจะดันผิวและเนื้อเต้าให้ยืดออก พอถอดออก พื้นที่ที่เคยถูกยืดก็ต้องหดกลับ จะหดได้ดีแค่ไหนขึ้นกับ 4 เรื่องต่อไปนี้
เนื้อเต้านมเดิมและความยืดหยุ่นของผิว
ถ้าก่อนเสริมมีเนื้อเต้าของตัวเองพอสมควร หลังถอดก็ยังมีเนื้อเต้าเดิมช่วยให้หน้าอกมีรูปทรง แต่ถ้าเดิมเต้าเล็กมาก หน้าอกอาจดูแบนลงชัดเจน
ผิวที่ยังยืดหยุ่นดีจะค่อย ๆ หดกระชับตามเนื้อด้านใน ส่วนผิวบางหรือมีรอยแตกลายเยอะมักหดกลับได้น้อย จึงมีโอกาสเกิดรอยย่นหรือหย่อนคล้อยมากกว่าค่ะ
ขนาดซิลิโคนและระยะเวลาที่ใส่
ซิลิโคนยิ่งใหญ่เมื่อเทียบกับเนื้อเต้าเดิม และยิ่งใส่ไว้นานหลายปี ผิวและเนื้อเต้าจะถูกยืดและกดทับมาก บางคนเนื้อเต้าบางลงจากแรงกดของซิลิโคนด้วย ทำให้หลังถอดดูยุบมากกว่าคนที่ใส่ขนาดเล็กหรือใส่ไม่นาน
อายุ การตั้งครรภ์ และน้ำหนักที่เปลี่ยน
อายุที่มากขึ้น การตั้งครรภ์และให้นมบุตร รวมถึงน้ำหนักขึ้นลงมาก ล้วนทำให้เต้านมหย่อนตามธรรมชาติอยู่แล้ว ปัจจัยเหล่านี้จะชัดขึ้นหลังถอด เพราะไม่มีซิลิโคนคอยดันทรงไว้อีกต่อไป
เช็กลิสต์ประเมินตัวเองเบื้องต้น
ลองดูว่าตัวเองเข้าข่ายข้อไหนมากกว่ากันค่ะ
- มีแนวโน้มกลับมาเป็นธรรมชาติได้ดี: อายุยังน้อย ผิวยืดหยุ่นดี เนื้อเต้าเดิมพอมี ใส่ซิลิโคนขนาดไม่ใหญ่ และใส่ไม่นาน
- มีแนวโน้มยุบหรือหย่อนชัด: ซิลิโคนใหญ่เมื่อเทียบกับเนื้อเต้า ใส่มานานหลายปี ผิวบางหรือมีรอยแตกลาย ผ่านการตั้งครรภ์หรือน้ำหนักลดลงมาก
- สัญญาณที่ควรให้แพทย์ประเมินเรื่องยกกระชับ: หัวนมอยู่ต่ำกว่าแนวราวนม หรือมีผิวส่วนเกินมากตั้งแต่ตอนที่ซิลิโคนยังอยู่
เช็กลิสต์นี้เป็นแค่การประเมินคร่าว ๆ การวัดจริงต้องดูทั้งความหนาของเนื้อเต้า ตำแหน่งหัวนม และสภาพแคปซูล ซึ่งแพทย์จะตรวจให้ในวันปรึกษาค่ะ
3 ทางเลือกหลังถอดซิลิโคนหน้าอก เปรียบเทียบให้เห็นชัด
เมื่อรู้แล้วว่าหน้าอกของเรามีแนวโน้มแบบไหน ขั้นต่อไปคือเลือกทางไปต่อ ซึ่งมีหลัก ๆ 3 ทาง แต่ละทางเหมาะกับคนต่างกลุ่มกันค่ะ
| หัวข้อ | ถอดอย่างเดียว | ถอด + เติมไขมันพร้อมกัน | เปลี่ยนซิลิโคนชิ้นใหม่ |
|---|---|---|---|
| ขนาดหลังทำ | เล็กลงชัดเจน เหลือเท่าเนื้อเต้าเดิม | เพิ่มขึ้นพอประมาณ มักเล็กกว่าตอนมีซิลิโคน | กำหนดขนาดได้ตามแผน |
| สัมผัส | เป็นธรรมชาติ | นุ่มเป็นธรรมชาติ เพราะเป็นไขมันของตัวเอง | ขึ้นกับชนิดซิลิโคนและความหนาของเนื้อคลุม |
| คาดเดาผลลัพธ์ | ขึ้นกับการหดตัวของผิว | คาดเดาได้น้อยกว่า เพราะไขมันบางส่วนสลาย | คาดเดาได้มากที่สุด |
| การพักฟื้น | เร็วที่สุดในสามแบบ | นานขึ้น เพราะมีแผลดูดไขมันด้วย | ใกล้เคียงการผ่าตัดแก้ไขทั่วไป |
| โอกาสต้องทำซ้ำ | อาจต้องยกกระชับภายหลัง | อาจต้องเติมรอบ 2–3 | ยังมีโอกาสเกิดปัญหาจากซิลิโคนได้อีก |
| เหมาะกับใคร | ผิวยืดหยุ่นดี พอใจกับหน้าอกขนาดเล็ก | อยากได้ทรงธรรมชาติ และมีไขมันส่วนเกินพอให้ดูด | ยังอยากได้หน้าอกขนาดเดิมหรือใหญ่กว่า |
ถอดอย่างเดียว (Explant) ปล่อยตามธรรมชาติ
เป็นทางที่ง่ายที่สุด ไม่มีสิ่งแปลกปลอมเหลือในร่างกาย และพักฟื้นเร็ว เหมาะกับคนที่อยู่ในกลุ่ม “กลับมาเป็นธรรมชาติได้ดี” จากเช็กลิสต์ด้านบน ผิวมักใช้เวลาหลายเดือนกว่าจะหดกระชับเต็มที่ จึงควรรอประเมินทรงสุดท้ายก่อนตัดสินใจทำอะไรเพิ่มค่ะ
ถอดพร้อมเติมไขมันในครั้งเดียว
ใช้ไขมันจากหน้าท้อง ต้นขา หรือสีข้างของตัวเองมาเติมแทนพื้นที่ที่ซิลิโคนเคยอยู่ ได้หน้าอกที่ไม่แฟบจนเกินไปและสัมผัสเป็นธรรมชาติ รายละเอียดเรื่องนี้อยู่ในหัวข้อถัดไปค่ะ
เปลี่ยนซิลิโคนชิ้นใหม่
เหมาะกับคนที่มีปัญหาจากซิลิโคนเดิม แต่ยังอยากได้หน้าอกขนาดใหญ่ ข้อดีคือเห็นขนาดและทรงใหม่ได้ทันทีหลังผ่าตัด และวางแผนผลลัพธ์ได้แม่นยำ แต่ต้องเข้าใจว่าปัญหาที่เกิดจากซิลิโคน เช่น แคปซูลหดตัว ยังมีโอกาสเกิดซ้ำได้ ขั้นตอนการแก้ไขอ่านได้ที่ผ่าตัดแก้ไขหน้าอกและเปลี่ยนซิลิโคนค่ะ
ถ้ากำลังชั่งใจระหว่างซิลิโคนกับไขมันในแง่ข้อดีข้อเสียทั่วไป อ่านเพิ่มได้ที่เปรียบเทียบเสริมหน้าอกซิลิโคนกับไขมันค่ะ
ถอดซิลิโคนแล้วเติมไขมันพร้อมกัน เหมาะกับใคร ได้ขนาดแค่ไหน
การถอดซิลิโคนแล้วเติมไขมันในการผ่าตัดครั้งเดียว (one-stage) ช่วยให้ไม่ต้องผ่านช่วงที่หน้าอกแฟบ และผ่าตัดเพียงรอบเดียว ตำราศัลยกรรมพลาสติกมีรายงานผู้ป่วยที่ถอดซิลิโคนน้ำเกลือขนาด 350 ซีซี แล้วเติมไขมันประมาณ 380 ซีซีต่อข้างในการผ่าตัดครั้งเดียว และมีการติดตามผลที่ 6 เดือนค่ะ
ผู้ป่วยรายนั้นเลือกถอดเพราะแคปซูลหดตัวซ้ำจนเจ็บ ซึ่งสะท้อนว่าการเติมไขมันเป็นทางเลือกที่ใช้ได้จริงสำหรับคนที่ไม่อยากมีซิลิโคนในร่างกายอีก แต่ปริมาณที่เติมได้ในแต่ละคนจะต่างกันตามไขมันที่มีและสภาพเนื้อเต้า
หลักการ: ดูดไขมัน → คัดกรอง → ฉีดกระจายทีละน้อย
ขั้นแรกแพทย์จะดูดไขมันจากบริเวณที่มีส่วนเกิน จากนั้นนำมาคัดแยกเอาของเหลวและเศษที่ไม่ต้องการออก เหลือแต่เซลล์ไขมันที่สมบูรณ์ แล้วฉีดกลับเข้าเต้านมทีละน้อยหลายชั้นหลายทิศทาง
เหตุผลที่ต้องฉีดทีละน้อยคือ ไขมันที่ฉีดเข้าไปต้องได้รับเลือดจากเนื้อเยื่อรอบ ๆ จึงจะอยู่รอด ถ้าฉีดเป็นก้อนใหญ่ ไขมันตรงกลางจะขาดเลือดและสลายไปค่ะ การผ่าตัดลักษณะนี้มักใช้เวลาราว 2–3 ชั่วโมง โดยดมยาสลบหรือให้ยาระงับความรู้สึกแบบหลับ (sedation)
แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านเต้านมยังอธิบายข้อดีอีกข้อว่า ไขมันช่วยเติมเฉพาะจุดที่ขาดได้ เช่น ช่วงบนของเต้าที่มักดูยุบหลังถอด และเนื่องจากไม่มีวัตถุหนักกดที่ฐานเต้า แรงดึงต่อผิวช่วงล่างจึงอาจน้อยกว่าการใส่ซิลิโคน
คาดหวังขนาดให้ตรงความจริง
เรื่องนี้สำคัญมากค่ะ ในทางการแพทย์แนะนำว่าคนที่ถอดซิลิโคนแล้วเติมไขมันควรเข้าใจตั้งแต่แรกว่า ขนาดที่ได้จะเพิ่มขึ้นแบบพอประมาณ และมักเล็กกว่าตอนที่ยังมีซิลิโคนอยู่
ในทางปฏิบัติ การเติมไขมันหลังถอดซิลิโคนมักเพิ่มขนาดได้ราว 1–2 คัพ และอาจต้องทำ 2–3 ครั้งหากต้องการขนาดมากขึ้น ถ้าหวังให้ได้ขนาดเท่าซิลิโคนเดิม ไขมันอย่างเดียวมักไม่ตอบโจทย์ค่ะ
ข้อจำกัด: ไขมันบางส่วนสลาย อาจต้องทำ 2–3 ครั้ง
- ไขมันบางส่วนสลาย: ร่างกายจะดูดซึมไขมันที่ไม่รอดไปบางส่วนในช่วงเดือนแรก ๆ ขนาดจึงเล็กลงจากวันผ่าตัด
- คาดเดายากกว่าซิลิโคน: ข้อมูลทางการแพทย์ยอมรับตรงกันว่าปริมาตรที่ได้จากไขมันคาดเดาได้น้อยกว่าซิลิโคน แต่แลกมากับการไม่ต้องกังวลเรื่องแคปซูลหดตัวหรือซิลิโคนเคลื่อนตำแหน่ง
- ต้องมีไขมันพอ: คนที่ผอมมากอาจมีไขมันไม่พอให้ดูด แพทย์อาจต้องดูดจากหลายบริเวณ หรือแนะนำทางเลือกอื่น
- ไขมันอาจจับตัวเป็นก้อนหรือมีหินปูน: พบได้บ้าง จึงควรตรวจติดตามตามนัดค่ะ
ถอดอย่างเดียวแล้วหน้าอกหย่อน: เมื่อไรควรยกกระชับร่วมด้วย
สำหรับบางคน ปัญหาหลังถอดไม่ใช่ “เล็กลง” แต่เป็น “หย่อนและมีผิวเหลือ” ซึ่งการเติมไขมันอย่างเดียวแก้ไม่ได้ เพราะไขมันช่วยเพิ่มปริมาตร แต่ไม่ได้ยกตำแหน่งเต้าและหัวนมขึ้นค่ะ
สัญญาณที่บอกว่าอาจต้องยกกระชับ
- หัวนมอยู่ระดับเดียวกับหรือต่ำกว่าแนวราวนม
- ผิวช่วงล่างของเต้าเหลือเป็นถุง หรือมีรอยย่นชัดหลังถอด
- เนื้อเต้าห้อยลงไปอยู่ช่วงล่าง ขณะที่ช่วงบนแบนราบ
ในกรณีเหล่านี้ แพทย์จะพิจารณาผ่าตัดยกกระชับหน้าอก ซึ่งตัดผิวส่วนเกินออกและยกหัวนมขึ้นไปอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสม
ถอด + ยกกระชับ + เติมไขมัน ทำพร้อมกันได้ไหม
ทำได้ในคนที่เหมาะสมค่ะ ศัลยแพทย์ด้านเต้านมอธิบายว่า เมื่ออายุมากขึ้นหรือน้ำหนักเพิ่ม หลายคนเลือกถอดซิลิโคนที่เคยใส่ตอนอายุน้อย และมักเป็นกลุ่มที่เหมาะกับการถอด ยกกระชับ และเติมไขมันไปพร้อมกัน เพื่อไม่ให้กลางเต้าและหน้าอกช่วงบนดูแฟบ
อีกวิธีหนึ่งคือการจัดเรียงเนื้อเต้าที่มีอยู่ใหม่ โดยพับเนื้อเต้าช่วงล่างขึ้นไปช่วยเสริมความนูนตรงกลางระหว่างยกกระชับ แต่ทางเลือกแบบใช้เนื้อตัวเองนี้ค่อนข้างจำกัด เพราะทำได้เฉพาะคนที่ยังมีเนื้อเต้าเหลือพอ แพทย์จะเลือกวิธีให้ตามสภาพจริงของแต่ละคนค่ะ
ขั้นตอนผ่าตัดและการพักฟื้นหลังถอดซิลิโคนหน้าอก
โดยทั่วไป การฟื้นตัวหลังถอดซิลิโคนหน้าอกมักเร็วกว่าตอนเสริมครั้งแรก แต่ถ้าต้องลอกแคปซูลออกด้วย หรือทำร่วมกับเติมไขมันและยกกระชับ ระยะพักฟื้นจะนานขึ้น ด้านล่างนี้เป็นภาพรวมการพักฟื้นแบบคร่าว ๆ ค่ะ
1–3 วันแรก
- มีอาการบวม ช้ำ และเจ็บตึงเล็กน้อย ควบคุมได้ด้วยยาแก้ปวดที่แพทย์สั่ง
- เริ่มใส่เสื้อกระชับหลังผ่าตัด
- หลีกเลี่ยงการยกแขนสูงหรือยกของ
สัปดาห์ที่ 1–2
- กลับไปทำกิจวัตรเบา ๆ ได้ เดินเล่นได้ตั้งแต่ราวสัปดาห์แรก
- อาบน้ำฝักบัวได้ตามที่แพทย์อนุญาต แต่ยังไม่ควรแช่อ่าง
- มาตรวจแผลตามนัด
สัปดาห์ที่ 2–6 และหลัง 6 สัปดาห์
ส่วนใหญ่กลับไปทำงานเบา ๆ ได้ใน 2–4 สัปดาห์ และควรใส่เสื้อกระชับต่อเนื่องราว 6–8 สัปดาห์ตามที่แพทย์แนะนำ ช่วง 4–6 สัปดาห์เริ่มออกกำลังกายเบา ๆ ได้ทีละน้อย ส่วนการเล่นเวทช่วงบนหรือกีฬาหนัก ๆ ควรรอแพทย์อนุญาต ซึ่งมักหลัง 8 สัปดาห์
ผลลัพธ์สุดท้ายมักประเมินได้ที่ 3–6 เดือน หากเติมไขมันร่วมด้วยควรรอประเมินที่ 6 เดือน เพราะไขมันต้องใช้เวลาให้ปริมาตรคงที่ การดูแลบริเวณที่ดูดและเติมไขมันอ่านเพิ่มได้ที่วิธีดูแลตัวเองหลังเติมไขมันค่ะ
เคล็ดลับช่วยให้ฟื้นตัวดี
- งดสูบบุหรี่และงดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ ทั้งก่อนและหลังผ่าตัด เพราะทำให้แผลหายช้าและไขมันอยู่รอดน้อยลง
- นอนพักให้พอ กินอาหารครบหมู่ และกินยาตามที่แพทย์สั่ง
- ถ้ามีไข้ บวมแดงร้อนข้างเดียว หรือปวดมากผิดปกติ ให้ติดต่อโรงพยาบาลทันที
สำหรับคนไข้ที่เดินทางจากไทยมาผ่าตัดที่เกาหลี โดยทั่วไปควรวางแผนพักในเกาหลีราว 1–2 สัปดาห์ เพื่อตรวจแผลและติดตามอาการช่วงแรก ระยะเวลาที่เหมาะจริงขึ้นกับวิธีผ่าตัด แพทย์จะแจ้งให้ตอนวางแผนค่ะ
ข้อควรระวังก่อนตัดสินใจถอดซิลิโคน
- แผลเป็น: ส่วนใหญ่ใช้แผลเดิม จึงแทบไม่มีแผลใหม่ แต่ถ้ายกกระชับร่วมด้วยจะมีแผลเพิ่มรอบปานนมหรือใต้ราวนม ควรดูแลแผลด้วยแผ่นซิลิโคนหรือเจลลดรอยแผล และกันแดดต่อเนื่องอย่างน้อย 6 เดือน
- ถ้าเลือกเปลี่ยนซิลิโคนใหม่: จากประสบการณ์ทางคลินิก โดยทั่วไปหลังแก้ภาวะแคปซูลหดตัวแล้วยังอาจเกิดซ้ำได้ราว 10–20% จึงควรคุยกับแพทย์เรื่องวิธีลดความเสี่ยงให้ชัดก่อนตัดสินใจ
- ถ้าเลือกเติมไขมัน: ไขมันบางส่วนอาจสลาย จับตัวเป็นก้อน หรือมีหินปูนเล็ก ๆ ซึ่งอาจต้องตรวจเพิ่มด้วยอัลตราซาวด์
- ความเสี่ยงทั่วไปของการผ่าตัด: เลือดออก น้ำเหลืองคั่ง ติดเชื้อ หรือความรู้สึกที่หัวนมเปลี่ยนไป พบได้ไม่บ่อย แต่ควรรู้ไว้ก่อนผ่าตัดค่ะ
- ตั้งความคาดหวังให้ตรง: หน้าอกหลังถอดจะไม่กลับไปเหมือนก่อนเสริมทุกประการ เพราะผิวและเนื้อเต้าเปลี่ยนไปตามเวลาที่ผ่านมา
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับการถอดซิลิโคนหน้าอก
ถอดซิลิโคนหน้าอกแล้ว หน้าอกจะหย่อนไหม?
ขึ้นกับแต่ละคนค่ะ ปัจจัยหลักคือเนื้อเต้าเดิม ความยืดหยุ่นของผิว ขนาดซิลิโคนกับระยะเวลาที่ใส่ และอายุ คนที่อายุน้อย ผิวดี และใส่ซิลิโคนไม่ใหญ่ มักกลับมาเป็นทรงธรรมชาติได้ดี ถ้าหย่อนมากแก้ได้ด้วยการยกกระชับ
ถอดซิลิโคนแล้วเติมไขมัน จะได้ขนาดเท่าเดิมไหม?
ส่วนใหญ่ไม่เท่าค่ะ ตำราศัลยกรรมระบุว่าขนาดที่ได้จากไขมันหลังถอดซิลิโคนมักเพิ่มแบบพอประมาณและเล็กกว่าตอนมีซิลิโคน โดยทั่วไปเพิ่มได้ราว 1–2 คัพ และอาจต้องเติม 2–3 ครั้ง
หลังถอดซิลิโคนหน้าอก กี่วันถึงกลับไปทำงานได้?
กิจวัตรเบา ๆ ทำได้ใน 1–2 สัปดาห์ งานออฟฟิศที่ไม่ต้องใช้แรงมักกลับไปทำได้ใน 2–4 สัปดาห์ ถ้าเติมไขมันหรือยกกระชับร่วมด้วยอาจต้องพักนานขึ้นค่ะ
หลังถอดซิลิโคน ออกกำลังกายได้เมื่อไร?
เดินเบา ๆ ได้ตั้งแต่ราว 1 สัปดาห์ คาร์ดิโอทั่วไปเริ่มได้ที่ 4–6 สัปดาห์ ส่วนเวทช่วงบนหรือกีฬาหนักควรรอหลัง 8 สัปดาห์และได้รับอนุญาตจากแพทย์ก่อนค่ะ
ถอดซิลิโคนหน้าอกจะมีแผลเป็นเพิ่มไหม?
ส่วนใหญ่ไม่เพิ่ม เพราะใช้แผลเดิมค่ะ ยกเว้นทำยกกระชับร่วมด้วย การดูแลด้วยแผ่นซิลิโคนหรือเจลลดรอยแผลและกันแดดอย่างน้อย 6 เดือนช่วยให้แผลจางลง
ปรึกษาเรื่องถอดซิลิโคนหน้าอกกับโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน
การถอดซิลิโคนไม่ใช่แค่การนำซิลิโคนออก แต่ต้องวางแผนต่อว่าหน้าอกหลังถอดจะเป็นแบบไหน และทางไหนเหมาะกับร่างกายเรามากที่สุด จึงควรเริ่มจากการตรวจประเมินเนื้อเต้า ผิว และสภาพแคปซูลก่อนค่ะ
ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน ย่านกังนัม กรุงโซล แพทย์จะอธิบายทั้ง 3 ทางเลือกตามสภาพจริงของแต่ละคน ส่งรูปหน้าอกด้านหน้าและด้านข้าง พร้อมข้อมูลขนาดซิลิโคนและปีที่ผ่าตัด มาให้ประเมินเบื้องต้นได้ และปรึกษาเพื่อรับราคาเฉพาะบุคคลได้เช่นกันค่ะ
- LINE: @339fwnst — ทักแชทเข้ามาปรึกษาฟรี
- โทร: +82-10-6864-1175 (มีล่ามภาษาไทย)
เขียนและตรวจทานโดย: นพ. อี ซองอุค (ศัลยแพทย์ตกแต่ง) โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน
※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ



