ซิลิโคนหน้าอกแตก อาการ 7 สัญญาณ และควรตรวจ MRI เมื่อไหร่

ซิลิโคนหน้าอกแตก อาการ: ภาพประกอบถุงซิลิโคนที่มีรอยแตกและเจลรั่วออกมา

ซิลิโคนหน้าอกแตก อาการ คือสัญญาณที่บอกว่าถุงซิลิโคนเจลหรือถุงน้ำเกลือที่เสริมไว้ฉีกขาดหรือรั่ว ถ้าเป็นถุงน้ำเกลือ หน้าอกจะยุบลงให้เห็นภายในไม่กี่วัน แต่ถ้าเป็นซิลิโคนเจล ส่วนใหญ่ไม่มีอาการอะไรเลย จึงต้องอาศัยการตรวจอัลตราซาวด์หรือ MRI ตามรอบค่ะ

หลายคนเสริมหน้าอกมาหลายปีแล้ว วันหนึ่งรู้สึกว่าเต้านมข้างหนึ่งดูเปลี่ยนไป หรือคลำเจอก้อนเล็ก ๆ ก็เริ่มกังวลว่า “ซิลิโคนแตกหรือเปล่า” ใน Pantip เองก็มีคำถามแนวนี้ให้เห็นบ่อย และคำตอบที่ได้มักต่างกันไปคนละทาง

บทความนี้ตอบ 3 เรื่องที่คนเสริมหน้าอกแล้วอยากรู้มากที่สุด คือ อาการแบบไหนที่อาจหมายถึงซิลิโคนแตก ควรตรวจ MRI หรืออัลตราซาวด์เมื่อไหร่ และอาการผิดปกติแบบไหนต้องไปหาหมอทันที ส่วนใครอยากดูภาพรวมผลข้างเคียงและภาวะแทรกซ้อนหลังเสริมหน้าอกทั้งหมดตั้งแต่ช่วงแรกจนถึงระยะยาว อ่านต่อได้ที่บทความนั้นค่ะ

ซิลิโคนหน้าอกแตก อาการเป็นอย่างไร? น้ำเกลือกับซิลิโคนเจลต่างกัน

ซิลิโคนหน้าอกแตก อาการจะออกมาแบบไหนขึ้นอยู่กับ 2 อย่าง คือ ข้างในถุงเป็นน้ำเกลือหรือซิลิโคนเจล และสิ่งที่รั่วออกมายังอยู่ในพังผืดที่ร่างกายสร้างหุ้มถุงไว้ หรือหลุดออกไปนอกพังผืดแล้ว

ในตำราศัลยกรรมเต้านม อัตราซิลิโคนแตกที่มีรายงานไว้กว้างมาก ตั้งแต่ประมาณ 2% ไปจนถึง 35% และเชื่อว่าการแตกแบบเงียบที่ไม่มีใครรู้ตัวน่าจะมีมากกว่าตัวเลขที่พบจากอาการค่ะ ยิ่งใส่ไว้นาน โอกาสแตกก็ยิ่งเพิ่มขึ้น

ถุงน้ำเกลือแตก: หน้าอกยุบลงชัดภายในไม่กี่วัน

น้ำเกลือที่รั่วออกมาจะถูกร่างกายดูดซึมไปเองโดยไม่เป็นอันตราย หน้าอกข้างที่แตกจึงเล็กลงให้เห็นภายในไม่กี่วัน และสองข้างดูไม่เท่ากันชัดเจน แบบนี้มักรู้ตัวเองได้ไม่ยากค่ะ

ซิลิโคนเจลแตก: ส่วนใหญ่เงียบ ไม่มีอาการ (silent rupture)

ซิลิโคนเจลไม่ถูกร่างกายดูดซึม เมื่อเปลือกถุงฉีก เจลมักยังค้างอยู่ในตำแหน่งเดิม รูปทรงหน้าอกจึงแทบไม่เปลี่ยน ตำราการแพทย์ระบุว่าการแตกส่วนใหญ่เป็นแบบเงียบ โดยเฉพาะซิลิโคนรุ่นใหม่ที่เจลเหนียวแน่นเกาะตัวกัน (highly cohesive gel) เพราะเจลแทบไม่ไหลออกไปไหน

นั่นจึงเป็นเหตุผลที่การ “รู้สึกปกติดี” ไม่ได้แปลว่าซิลิโคนยังสมบูรณ์ค่ะ

แตกในแคปซูล vs แตกออกนอกแคปซูล — ก้อน ผิวเปลี่ยน ต่อมน้ำเหลืองรักแร้โต

หลังเสริมหน้าอก ร่างกายจะสร้างพังผืดบาง ๆ มาหุ้มรอบถุงซิลิโคน เรียกว่า “แคปซูล” เหมือนซองที่ห่อถุงไว้อีกชั้น

  • แตกในแคปซูล (intracapsular): เจลรั่วออกจากถุงแต่ยังอยู่ในซองพังผืด เป็นแบบที่พบบ่อยและแทบไม่มีอาการ
  • แตกออกนอกแคปซูล (extracapsular): เจลซึมผ่านซองพังผืดออกไปในเนื้อเต้านม อาจเกิดก้อนซิลิโคนเล็ก ๆ (siliconoma) ผิวบริเวณนั้นแดงหรือบวม และคลำเจอต่อมน้ำเหลืองที่รักแร้โตได้

สรุปง่าย ๆ คือ ก้อน ผิวเปลี่ยน และต่อมน้ำเหลืองรักแร้โต มักเป็นสัญญาณของการแตกออกนอกแคปซูล ส่วนการแตกในแคปซูลต้องใช้การตรวจภาพจึงจะเห็นค่ะ

7 สัญญาณที่ควรสงสัยว่าซิลิโคนแตกหรือรั่ว

ถ้าสรุปซิลิโคนหน้าอกแตก อาการที่พบได้มี 7 สัญญาณ ซึ่งอาจเกิดเพียงบางข้อ หรือไม่เกิดเลยก็ได้ค่ะ

  1. ขนาดเล็กลง — โดยเฉพาะถุงน้ำเกลือ ยุบลงภายในไม่กี่วัน
  2. สองข้างไม่เท่ากัน — ข้างหนึ่งดูต่างจากอีกข้างอย่างเห็นได้ชัด
  3. รูปทรงเปลี่ยน — ทรงบิดหรือเบี้ยวไปจากเดิม
  4. คลำเจอก้อนใหม่ — ก้อนที่ไม่เคยมีมาก่อนในเต้านม
  5. ปวดหรือรู้สึกไม่สบาย — ปวดตื้อ ๆ เป็น ๆ หาย ๆ แสบ หรือเสียวแปลบ
  6. ผิวแดงหรือบวม — บริเวณรอบ ๆ จุดที่อาจแตก
  7. คลำเจอก้อนที่รักแร้ — ต่อมน้ำเหลืองรักแร้โต

ถ้าอาการหลักคือเต้านม “แข็งขึ้นเรื่อย ๆ” อาจไม่ใช่ซิลิโคนแตก แต่เป็นพังผืดรัดซิลิโคน ซึ่งต้องแยกให้ออก ลองอ่านวิธีเช็กว่าหน้าอกแข็งผิดปกติด้วยตัวเองประกอบได้ค่ะ

ตรวจ MRI ซิลิโคนหน้าอก หรืออัลตราซาวด์ ควรตรวจเมื่อไหร่

เพราะซิลิโคนหน้าอกแตก อาการมักไม่ชัดหรือไม่มีเลย วิธีเดียวที่จะรู้แน่ชัดคือการตรวจภาพค่ะ แต่ละวิธีเหมาะกับคนละสถานการณ์

ตรวจซิลิโคนหน้าอกแตก อาการที่มักเงียบ ด้วยอัลตราซาวด์ แพทย์ชี้ภาพถุงซิลิโคนบนจอเครื่องตรวจ

MRI: มาตรฐานในการวินิจฉัย

ตำราศัลยกรรมเต้านมยังถือว่า MRI เป็นมาตรฐานสูงสุดในการวินิจฉัยซิลิโคนแตก ภาพที่แพทย์มองหาเรียกว่า “linguine sign” คือเปลือกถุงที่ฉีกแล้วพับลอยอยู่ในเจล จนดูเป็นเส้นยาว ๆ ซ้อนกันคล้ายเส้นพาสต้า ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของการแตกในแคปซูล

อัลตราซาวด์: ตรวจคัดกรองเบื้องต้น ถ้าไม่ชัดค่อย MRI

ถ้าทำโดยแพทย์หรือทีมที่ชำนาญ ผลอัลตราซาวด์ค่อนข้างตรงกับ MRI ค่าใช้จ่ายน้อยกว่า ไม่ต้องนอนในเครื่องนาน จึงนิยมใช้เป็นการตรวจขั้นแรก ถ้าผลยังไม่ชัดเจน แพทย์จะส่งตรวจ MRI ยืนยันอีกครั้งค่ะ

แมมโมแกรมเห็นการแตกในแคปซูลได้ไม่ดี

แมมโมแกรม (การเอกซเรย์เต้านม) ใช้คัดกรองมะเร็งเต้านมเป็นหลัก เห็นซิลิโคนที่หลุดออกไปนอกแคปซูลได้ แต่การแตกในแคปซูลมักมองไม่เห็น คนที่มีซิลิโคนควรแจ้งเจ้าหน้าที่ก่อนตรวจทุกครั้ง เพื่อใช้เทคนิคดันซิลิโคนหลบออกจากภาพและไม่กดแรงเกินไป

รอบการตรวจตามคำแนะนำปัจจุบันของ FDA

คำแนะนำปัจจุบันของ FDA (องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ) สำหรับซิลิโคนเจล สรุปได้ดังนี้ค่ะ

  • ไม่มีอาการ: ตรวจอัลตราซาวด์หรือ MRI ครั้งแรกที่ 5–6 ปีหลังผ่าตัด จากนั้นตรวจซ้ำทุก 2–3 ปี
  • มีอาการ หรือผลอัลตราซาวด์ไม่ชัด: ตรวจ MRI ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอถึงรอบ
  • ถุงน้ำเกลือ: มักรู้ได้จากขนาดที่ยุบลง จึงไม่ได้กำหนดรอบตรวจภาพแบบเดียวกับซิลิโคนเจล

ในความเป็นจริง งานวิจัยที่ติดตามผู้เสริมหน้าอกเกือบ 100,000 คนพบว่ามีคนตรวจ MRI ตามรอบจริงไม่ถึง 5% ส่วนใหญ่เพราะค่าใช้จ่าย การเริ่มด้วยอัลตราซาวด์ที่ชำนาญจึงเป็นทางเลือกที่ทำได้จริงกว่าค่ะ

ตำราการแพทย์ระบุว่าซิลิโคนเจลที่แตกแล้วควรถอดออก (จะใส่ใหม่หรือไม่ขึ้นกับการตัดสินใจร่วมกับแพทย์) ถ้าผลตรวจยืนยันว่าแตก ลองดูทางเลือกหลังถอดซิลิโคนหน้าอกเพื่อวางแผนล่วงหน้าได้ค่ะ

หลังเสริมหน้าอก ควรไปหาหมอเมื่อไหร่? ตารางแยกอาการตามความเร่งด่วน

ไม่ใช่ทุกอาการที่ต้องรีบไปโรงพยาบาลกลางดึก และก็ไม่ใช่ทุกอาการที่ควรรอดูเฉย ๆ ตารางนี้ช่วยแยกว่าอาการไหนควรทำอะไรค่ะ

อาการ อาจเกี่ยวกับ ควรทำอย่างไร
ปวดมาก กินยาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น หรือข้างเดียวบวมตึงขึ้นเร็ว เลือดคั่ง ไปโรงพยาบาลทันที
ไข้ 38°C ขึ้นไป ร่วมกับแดง ร้อน หรือมีน้ำไหลจากแผล ติดเชื้อ ไปพบแพทย์ภายในวันนั้น ห้ามซื้อยาฆ่าเชื้อกินเอง
หายใจลำบาก เจ็บหน้าอก ภาวะฉุกเฉิน ไปห้องฉุกเฉินทันที หรือโทร 1669
เลือดออกจากแผลไม่หยุด เลือดออก ไปโรงพยาบาลทันที
ถุงน้ำเกลือข้างหนึ่งยุบลงภายในไม่กี่วัน ถุงน้ำเกลือแตก นัดพบแพทย์ภายใน 1–3 วัน
ก้อนใหม่ ก้อนที่รักแร้ หรือรูปทรงเปลี่ยน ซิลิโคนแตกออกนอกแคปซูล หรือสาเหตุอื่น ตรวจอัลตราซาวด์/MRI ภายใน 1–3 วัน
แข็งขึ้นเรื่อย ๆ หรือเห็นขอบถุงชัด พังผืดรัดซิลิโคน นัดตรวจตามสะดวก
บวม ช้ำ หรือชาเล็กน้อยช่วงแรกหลังผ่าตัด การฟื้นตัวปกติ สังเกตอาการ และไปตามนัด

ไปทันที (ภายในวันนั้น)

ปวดรุนแรง บวมข้างเดียวเร็วผิดปกติ ไข้ร่วมกับแผลแดงร้อน เลือดไม่หยุด หายใจลำบาก หรือเจ็บหน้าอก อาการกลุ่มนี้ไม่ควรรอถึงพรุ่งนี้ค่ะ

ควรนัดภายใน 1–3 วัน

หน้าอกยุบลงข้างเดียว คลำเจอก้อนใหม่ ก้อนที่รักแร้ หรือรูปทรงเปลี่ยนแบบที่ไม่เคยเป็น แม้ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน แต่ควรได้ตรวจภาพเพื่อหาสาเหตุให้ชัด

สังเกตต่อ/รอตรวจตามรอบ

บวม ช้ำ หรือชาเล็กน้อยในช่วงแรกเป็นส่วนหนึ่งของการฟื้นตัว ถ้าค่อย ๆ ดีขึ้นก็ไปตามนัดปกติ และตรวจอัลตราซาวด์หรือ MRI ตามรอบที่กล่าวไว้ด้านบน

สำหรับคนที่ผ่าตัดที่เกาหลีแล้วกลับมาไทย ถ้ามีอาการกลุ่ม “ไปทันที” ให้ไปโรงพยาบาลใกล้บ้านก่อนเสมอ แล้วค่อยส่งรูปและรายละเอียดอาการให้โรงพยาบาลที่ผ่าตัดทาง LINE เพื่อประสานข้อมูลการผ่าตัดเดิมค่ะ

อาการผิดปกติหลังเสริมหน้าอกอื่น ๆ: ติดเชื้อ หน้าอกไม่เท่ากัน และความรู้สึกเปลี่ยน

ติดเชื้อ: สัญญาณและขั้นตอนดูแล

การติดเชื้อหลังเสริมหน้าอกพบไม่บ่อย แต่ถ้าเกิดขึ้นต้องรักษาเร็ว สัญญาณที่พบได้คือ ปวดและกดเจ็บมากขึ้น มีไข้ แผลแดง ร้อน บวมขึ้น มีน้ำหรือหนองไหล หรือแผลแยก

ตามตำราการแพทย์ แพทย์วินิจฉัยการติดเชื้อจากการตรวจร่างกายเป็นหลัก และมักใช้อัลตราซาวด์ดูก่อนว่ามีน้ำขังรอบถุงซิลิโคนหรือไม่ ถ้ามี อาจใช้เข็มดูดน้ำออกมาตรวจหาเชื้อ เพื่อเลือกยาให้ตรงกับเชื้อ ขั้นตอนดูแลโดยทั่วไปเป็นแบบนี้ค่ะ

  1. ให้ยาปฏิชีวนะตามที่แพทย์สั่ง (กินหรือฉีดเข้าเส้นเลือด แล้วแต่ความรุนแรง)
  2. ถ้ามีน้ำหรือหนองขัง แพทย์จะเจาะหรือระบายออก
  3. ถ้ารักษาแล้วไม่ดีขึ้นหรือติดเชื้อรุนแรง อาจต้องถอดซิลิโคนออกชั่วคราว

ในไทยซื้อยาฆ่าเชื้อจากร้านขายยาได้ง่าย แต่อย่ากินยาฆ่าเชื้อเองโดยไม่ได้พบแพทย์ เพราะยาอาจกดอาการให้ดูดีขึ้นชั่วคราวในขณะที่เชื้อยังอยู่รอบถุง ทำให้วินิจฉัยช้าลง นอกจากนี้ยังมีภาวะที่พบได้น้อยมากแต่อันตราย คือการติดเชื้อที่ทำให้มีไข้สูงเฉียบพลัน ผื่นแดงทั่วตัว และหน้ามืดจะเป็นลม (toxic shock syndrome) ถ้ามีอาการแบบนี้ให้ไปห้องฉุกเฉินทันทีค่ะ

หน้าอกไม่เท่ากัน: ยังบวมอยู่ หรือซิลิโคนเคลื่อนตำแหน่ง

ช่วงแรกหลังผ่าตัด สองข้างอาจบวมไม่เท่ากัน และหลายคนก็มีเต้านมไม่เท่ากันมาตั้งแต่ก่อนผ่าตัดอยู่แล้ว ส่วนใหญ่ควรรอดูอย่างน้อย 3–6 เดือนให้อาการบวมยุบและซิลิโคนเข้าที่ก่อน

แต่ถ้าผ่านช่วงนั้นไปแล้วยังต่างกันชัด หรือจู่ ๆ ข้างหนึ่งเปลี่ยนไปหลังจากเข้าที่แล้ว ควรตรวจว่าซิลิโคนเคลื่อนตำแหน่ง ถุงแตก หรือเกิดพังผืดรัดข้างเดียวหรือไม่ แล้วค่อยปรึกษาเรื่องผ่าตัดแก้ไขค่ะ

หัวนม/ผิวชาหรือไวเกิน: ส่วนใหญ่ดีขึ้นใน 3–6 เดือน บางรายถึง 1 ปี

ระหว่างผ่าตัด เส้นประสาทเล็ก ๆ ที่เลี้ยงหัวนมและผิวหน้าอกอาจถูกยืดหรือกด ทำให้รู้สึกชา หรือกลับกันคือไวเกินจนแสบ อาการนี้ส่วนใหญ่ค่อย ๆ ดีขึ้นใน 3–6 เดือน บางคนใช้เวลาถึง 1 ปี ถ้าเกิน 1 ปีแล้วยังไม่ดีขึ้น หรือชาร่วมกับปวดมาก ควรให้แพทย์ประเมินว่าควรดูแลอย่างไรต่อ ไม่ควรซื้ออาหารเสริมหรือยามาทานเองค่ะ

พังผืดรัดซิลิโคน (สรุปสั้น)

พังผืดรัดซิลิโคน คือการที่แคปซูลรอบถุงหนาตัวและหดรัดจนหน้าอกแข็ง ทรงเปลี่ยน หรือปวด แพทย์แบ่งความรุนแรงเป็น 4 ระดับ ตั้งแต่ระดับที่สัมผัสยังนุ่มปกติ ไปจนถึงระดับที่แข็ง ปวด และทรงผิดรูปจนควรผ่าตัดแก้ไข อาการนี้ไม่เหมือนซิลิโคนแตก แต่บางครั้งเกิดร่วมกันได้ จึงควรตรวจภาพแยกให้ชัด อ่านรายละเอียดระดับพังผืดรัดซิลิโคน 4 ระดับ (Baker Grade)ได้ค่ะ

อาการพังผืดรัดถุงซิลิโคน 4 ระดับ ซึ่งต่างจากซิลิโคนหน้าอกแตก อาการที่ควรตรวจภาพแยกให้ชัด

ป้องกันและดูแลระยะยาวหลังเสริมหน้าอก

ซิลิโคนไม่ใช่อุปกรณ์ที่อยู่ได้ตลอดชีวิตโดยไม่ต้องดูแล แต่ก็ไม่มีกำหนดว่าต้องเปลี่ยนทุกกี่ปี ถ้าไม่มีปัญหา ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพียงเพราะใส่มานาน สิ่งที่สำคัญกว่าคือการตรวจติดตามตามรอบค่ะ

คลำและดูกระจกเดือนละครั้ง

เดือนละครั้ง ให้ยืนหน้ากระจกดูขนาด ทรง และความต่างของสองข้าง แล้วใช้มือคลำหาก้อนใหม่ แต่ต้องรู้ข้อจำกัดด้วยว่า วิธีนี้จับได้เฉพาะถุงน้ำเกลือแตกและซิลิโคนแตกออกนอกแคปซูลเป็นหลัก การแตกในแคปซูลคลำไม่เจอ แม้แต่แพทย์ตรวจด้วยมือก็มักไม่เจอค่ะ

ตรวจตามรอบ MRI/อัลตราซาวด์ และเก็บบัตรประจำตัวซิลิโคน

จดวันที่ผ่าตัดไว้ แล้วนัดตรวจครั้งแรกที่ 5–6 ปี จากนั้นทุก 2–3 ปี เก็บบัตรประจำตัวซิลิโคน (implant card) ที่บอกยี่ห้อ รุ่น และขนาดไว้ให้ดี โดยเฉพาะคนที่ผ่าตัดในต่างประเทศ ข้อมูลนี้ช่วยให้แพทย์ที่ไทยอ่านผลตรวจและวางแผนรักษาได้ง่ายขึ้นมาก

หลีกเลี่ยงแรงกระแทกและการนวด/กดแรงเกินไป

สาเหตุที่ทำให้ซิลิโคนแตกได้ ได้แก่ แรงกระแทกแรง ๆ เช่น อุบัติเหตุรถยนต์หรือหกล้ม การนวดหรือกดแรงเกินไป การเสื่อมของถุงตามเวลา และความเสียหายระหว่างผ่าตัด ในอดีตเคยมีการบีบพังผืดแรง ๆ ด้วยมือเพื่อให้แคปซูลแตก ซึ่งทำให้ถุงแตกตามมาได้ ปัจจุบันจึงไม่ใช้วิธีนี้แล้วค่ะ

ทำตามคำแนะนำหลังผ่าตัดและนัดติดตามผล

ดูแลแผลให้สะอาด ใส่ชุดชั้นในตามที่แพทย์แนะนำ และไปตามนัดทุกครั้ง การนัดช่วงแรกช่วยให้แพทย์จับสัญญาณติดเชื้อหรือเลือดคั่งได้ตั้งแต่ต้น ส่วนการตรวจภาพระยะยาวช่วยหาการแตกแบบเงียบค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเรื่องซิลิโคนหน้าอกแตก

ซิลิโคนหน้าอกแตก อาการไม่มีเลย จะรู้ได้อย่างไร?

ซิลิโคนเจลที่แตกส่วนใหญ่ไม่มีอาการ และการคลำเองก็จับการแตกในแคปซูลไม่ได้ วิธีที่ยืนยันได้คือตรวจอัลตราซาวด์โดยผู้ชำนาญ และตรวจ MRI ถ้าผลยังไม่ชัดค่ะ

เสริมหน้าอกแล้วต้องตรวจ MRI เมื่อไหร่ และบ่อยแค่ไหน?

ตามคำแนะนำปัจจุบันของ FDA ถ้าไม่มีอาการ ให้ตรวจอัลตราซาวด์หรือ MRI ครั้งแรกที่ 5–6 ปีหลังผ่าตัด แล้วตรวจซ้ำทุก 2–3 ปี ถ้ามีอาการผิดปกติ ตรวจ MRI ได้ทันทีโดยไม่ต้องรอรอบค่ะ

ซิลิโคนแตกอันตรายไหม ต้องรีบผ่าตัดเลยหรือเปล่า?

ซิลิโคนแตกส่วนใหญ่ไม่ใช่เหตุฉุกเฉิน แต่ถ้ายืนยันว่าซิลิโคนเจลแตก แพทย์มักแนะนำให้ถอดออกหรือเปลี่ยนใหม่ ส่วนจะผ่าตัดเมื่อไหร่ค่อยวางแผนร่วมกับแพทย์ ดูข้อมูลทางเลือกหลังถอดซิลิโคนหน้าอกประกอบได้ค่ะ

หลังเสริมหน้าอกมีไข้ ควรกินยาฆ่าเชื้อเองได้ไหม?

ไม่ควรค่ะ ถ้าไข้ 38°C ขึ้นไปร่วมกับแผลแดง ร้อน หรือมีน้ำไหล ให้ไปพบแพทย์ภายในวันนั้น การกินยาเองอาจกลบอาการจนวินิจฉัยช้าลง

หน้าอกชาหลังเสริม กี่เดือนถึงจะหาย?

ส่วนใหญ่ความรู้สึกค่อย ๆ กลับมาใน 3–6 เดือน บางคนใช้เวลาถึง 1 ปี ถ้าเกิน 1 ปีแล้วยังชาอยู่ หรือชาร่วมกับปวดมาก ควรให้แพทย์ประเมินค่ะ

ซิลิโคนหน้าอกต้องเปลี่ยนทุกกี่ปี?

ไม่มีรอบเปลี่ยนที่ตายตัว ถ้าไม่มีปัญหาก็ไม่จำเป็นต้องเปลี่ยนเพียงเพราะใส่มานาน แต่เพราะยิ่งนานโอกาสแตกยิ่งเพิ่ม จึงควรตรวจภาพตามรอบเพื่อเช็กสภาพถุงค่ะ

ปรึกษาแพทย์ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน

ถ้ากังวลว่าซิลิโคนแตก มีผลอัลตราซาวด์หรือ MRI อยู่แล้วแต่ไม่แน่ใจว่าต้องทำอย่างไรต่อ หรือกำลังคิดเรื่องผ่าตัดแก้ไขเสริมหน้าอกที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน ส่งผลตรวจ รูปถ่าย และรายละเอียดอาการมาให้ทีมแพทย์ประเมินเบื้องต้นได้ค่ะ

  • ทักแชทมาปรึกษาฟรีผ่าน LINE: @339fwnst
  • โทรสายตรงล่ามภาษาไทย +82-10-6864-1175

ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับสภาพซิลิโคนเดิมและวิธีแก้ไข กรุณาปรึกษาเพื่อรับราคาเฉพาะบุคคลค่ะ

※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *