ยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคน ได้ไหม? 5 เทคนิคกันหย่อนซ้ำ

ภาพประกอบยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคน แสดงแนวเต้านมที่ถูกยกให้สูงขึ้น

ยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคน คือการผ่าตัดยกหน้าอกที่ไม่เพิ่มขนาดด้วยซิลิโคน แต่ใช้เนื้อเยื่อเต้านมของตัวเองจัดรูปใหม่และสร้างโครงค้ำภายใน เพื่อยกตำแหน่งหัวนมและเนื้อเต้านมให้สูงขึ้นค่ะ

หลายคนหลังคลอด หลังให้นมลูก หรือหลังลดน้ำหนัก รู้สึกว่าหน้าอกหย่อนคล้อยลงมา แต่ขนาดยังพอใจอยู่ และไม่อยากมีซิลิโคนอยู่ในตัว คำถามที่ตามมาคือ “ยกอย่างเดียวได้ไหม แล้วจะกลับมาหย่อนอีกหรือเปล่า” บทความนี้อธิบายเทคนิคที่ศัลยแพทย์ใช้เพื่อให้ผลอยู่ได้นานขึ้น โดยอ้างอิงตำราศัลยกรรมเต้านมและเล่าเป็นภาษาง่าย ๆ ค่ะ

  • ย้ายเนื้อเยื่อส่วนล่างขึ้นไปเติมด้านบน (auto-augmentation)
  • สร้างโครงค้ำภายในจากเนื้อเยื่อตัวเองหรือตาข่ายชนิดสลายได้
  • ยึดเนื้อเต้านมกับผนังอกและยึดรอยพับใต้ราวนม เพื่อลดการหย่อนซ้ำ

ถ้าอยากเห็นภาพรวมทุกวิธีก่อน อ่านได้ที่คู่มือยกกระชับหน้าอกฉบับรวม ส่วนใครอยากถามเรื่องรูปทรงของตัวเองตอนนี้เลย ทักแชทมาที่ LINE: @339fwnst ได้ค่ะ

คำศัพท์ที่จะเจอในบทความนี้

  • รอยพับใต้ราวนม (IMF) คือเส้นใต้ราวนม ตรงที่ขอบล่างของเต้านมพับเข้าหาผนังหน้าอก
  • ลานนม (areola) คือวงผิวสีเข้มรอบหัวนม
  • ขั้วบน / ขั้วล่างของเต้านม (upper / lower pole) คือครึ่งบนที่อยู่เหนือหัวนม และครึ่งล่างที่อยู่ใต้หัวนม
  • หน้าอกหย่อนเทียม (pseudoptosis) คือหัวนมยังอยู่สูง แต่เนื้อเต้านมช่วงล่างไหลลงไปกองต่ำกว่ารอยพับ

ยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคน คืออะไร ต่างจากการตัดผิวอย่างเดียวอย่างไร?

คำตอบสั้น ๆ คือ ยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคนในปัจจุบันไม่ได้แค่ตัดผิวส่วนเกินแล้วดึงให้ตึง แต่จัดเนื้อเต้านมข้างในใหม่และสร้างตัวพยุงจากด้านใน เป้าหมายคือยกตำแหน่งและปรับรูปทรง ไม่ใช่ทำให้หน้าอกใหญ่ขึ้นค่ะ

ทำไมการดึงผิวหนังอย่างเดียวจึงหย่อนกลับได้ง่าย

ลองนึกภาพเต้านมเป็นถุงผ้าที่มีของหนักอยู่ข้างใน ถ้าเราเย็บถุงให้เล็กลงแต่ไม่จัดของข้างใน น้ำหนักทั้งหมดจะกดลงบนผิวถุงเหมือนเดิม ผิวที่ถูกดึงตึงก็จะค่อย ๆ ยืดอีกครั้งค่ะ

นี่คือเหตุผลที่การผ่าตัดแบบแผลรอบลานนมอย่างเดียว ซึ่งพึ่งแรงตึงของผิวเป็นหลัก มีแนวโน้มกลับมาหย่อนได้มากขึ้นเมื่อใช้กับคนที่หย่อนระดับปานกลางขึ้นไป ผิวหนังเพียงชั้นเดียวไม่แข็งแรงพอจะรับน้ำหนักเนื้อเต้านมไว้ได้นาน ๆ

หลักการจัดเนื้อเยื่อภายในแทนการเพิ่มขนาด

แนวทางที่ศัลยแพทย์ใช้มากขึ้นคือให้ “เนื้อเยื่อข้างใน” รับน้ำหนักแทนผิว โดยย้ายเนื้อเต้านมขึ้นไปอยู่ตำแหน่งใหม่ ปั้นเป็นแกนให้ทรงยื่นสวย แล้วยึดไว้กับผนังอก ผิวหนังจึงทำหน้าที่แค่ห่อหุ้ม ไม่ต้องแบกน้ำหนักทั้งหมดค่ะ

สิ่งที่ควรเข้าใจตั้งแต่แรกคือ วิธีนี้ไม่ได้เพิ่มปริมาตรเต้านม ปริมาณเนื้อเท่าเดิม แต่ถูกจัดให้อยู่สูงขึ้นและเป็นทรงมากขึ้น บางคนจึงรู้สึกว่าหน้าอกดูอิ่มขึ้น ทั้งที่ขนาดจริงไม่ได้เปลี่ยน

5 เทคนิคยกหน้าอกด้วยเนื้อเยื่อตัวเอง ทำงานอย่างไร?

ยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคนอาศัย 5 เทคนิคหลักที่มักใช้ร่วมกัน ศัลยแพทย์จะเลือกผสมตามระดับการหย่อน ปริมาณเนื้อ และคุณภาพผิวของแต่ละคน ไม่จำเป็นต้องใช้ครบทุกอย่างในคนเดียวค่ะ

เทคนิค ทำอะไร ช่วยเรื่องใด ข้อจำกัด/หมายเหตุ
ย้ายเนื้อล่างขึ้นเติมบน (auto-augmentation) พับเนื้อเยื่อส่วนล่างขึ้นไปเติมช่วงบน ช่วงบนดูอิ่มขึ้นโดยไม่ใส่ซิลิโคน ใช้ได้เท่าที่มีเนื้อเหลือ ไม่เพิ่มขนาดรวม
ปั้นแกนกลาง + ยึดเนื้อเต้ากับผนังอก (central pillar / dermoglandular fixation) ปั้นแกนกลางเต้านมและยึดกับผนังอก ทรงยื่นดี ลดการไหลลง มักใช้กับแผลแนวตั้ง ช่วงแรกขอบล่างอาจย่นได้
โครงค้ำภายใน (internal bra จากเนื้อเยื่อตัวเอง) ใช้เนื้อเยื่อตัวเองทำเป็นโครงพยุงด้านใน กระจายน้ำหนักออกจากผิว คนละอย่างกับตาข่าย internal bra system
ตาข่ายชนิดสลายได้ (absorbable mesh) ตาข่ายชนิดสลายได้รองรับช่วงล่าง เสริมแรงพยุงขั้วล่าง ผลระยะยาวยังอยู่ระหว่างการศึกษา
ยึดรอยพับใต้ราวนม + เย็บลดแรงตึง/3 มิติ (IMF fixation) ยึดรอยพับใต้ราวนมและกระจายแรงตึงแผล รอยพับอยู่ตำแหน่งเดิม ลดแรงดึงที่แผล ช่วยเรื่องทรงและแผลเป็น ไม่ได้ทำให้ไม่มีแผล

Auto-augmentation: ย้ายเนื้อเยื่อส่วนล่างขึ้นไปเติมด้านบน

Auto-augmentation แปลตรง ๆ ว่า “เสริมด้วยตัวเอง” ศัลยแพทย์จะลอกผิวชั้นนอกของเนื้อเต้านมช่วงล่างออก (เหลือเนื้อเยื่อไว้) แล้วพับก้อนเนื้อนั้นขึ้นไปซ่อนไว้ใต้ช่วงบน เหมือนย้ายของจากก้นถุงขึ้นมาเติมปากถุงค่ะ

เทคนิคนี้ใช้บ่อยในกลุ่มผู้ที่ถอดซิลิโคนออก โดยยกเต้านมแบบที่ฐานอยู่ด้านบน แล้วนำเนื้อช่วงล่างที่ลอกผิวแล้วขึ้นไปเติมขั้วบน เพื่อชดเชยความอิ่มด้านบนที่หายไป แนวคิดเดียวกันนี้ใช้ได้กับคนที่ไม่เคยใส่ซิลิโคนแต่มีเนื้อเต้านมช่วงล่างมากพอ

Central pillar และ dermoglandular fixation: ปั้นแกนกลางและยึดเนื้อเต้านมกับผนังอก

Central pillar คือการรวบเนื้อใต้ลานนมให้เป็นแกนกลาง (เสาค้ำ) เพื่อให้เต้านมยื่นออกมาเป็นทรงกรวยสวย ไม่แบนราบ เทคนิคนี้มักใช้คู่กับแผลแนวตั้งค่ะ

ส่วน dermoglandular fixation (การยึดเนื้อเต้านมและชั้นหนังแท้กับผนังอก) คือการเย็บเนื้อเต้านมที่จัดรูปแล้วให้ติดกับผนังหน้าอก คล้ายตอกหมุดไม่ให้เนื้อไหลลงตามแรงโน้มถ่วง เทคนิคนี้จึงช่วยลดโอกาสที่หน้าอกจะหย่อนกลับเร็ว

Internal bra: สร้างโครงค้ำภายในเหมือนบราด้านใน

คำว่า internal bra ใช้กันอยู่สองความหมาย อย่าเพิ่งสับสนนะคะ

  • Internal bra จากเนื้อเยื่อตัวเอง: ศัลยแพทย์ใช้เนื้อเยื่อของคนไข้เองสร้างโครงพยุงด้านใน เหมือนสวมบราไว้ใต้ผิว ไม่มีวัสดุแปลกปลอม
  • Internal bra system แบบตาข่าย: เป็นชื่อเทคนิคที่ใช้ตาข่ายขึ้นรูปสามมิติช่วยพยุงเต้านม รายงานไว้ในงานวิจัยของ de Bruijn และคณะ (2008) ซึ่งตั้งเป้าให้ผลยกกระชับอยู่ได้นานขึ้น

เวลาคุยกับแพทย์ ลองถามให้ชัดว่า “internal bra” ที่พูดถึงหมายถึงเนื้อเยื่อตัวเองหรือมีวัสดุเสริมด้วย เพราะความเสี่ยงและการดูแลต่างกันค่ะ

ตาข่ายชีวภาพชนิดสลายได้ (absorbable mesh) ช่วยพยุงส่วนล่าง

ตาข่ายชนิดสลายได้คือแผ่นวัสดุบาง ๆ ที่ร่างกายค่อย ๆ ดูดซึมไปตามเวลา ระหว่างนั้นเนื้อเยื่อของเราจะสร้างพังผืดตามโครงตาข่าย กลายเป็นตัวพยุงที่เหลืออยู่แม้ตาข่ายสลายไปแล้ว

ตาข่ายจะวางรองช่วงล่างของเต้านมแล้วเย็บยึด 2 จุด คือด้านบนยึดกับกล้ามเนื้อหน้าอกมัดใหญ่ (pectoralis major) และด้านล่างยึดกับรอยพับใต้ราวนม ทำหน้าที่คล้ายเปลรองรับน้ำหนัก ทั้งนี้ข้อมูลที่ว่าตาข่ายให้ผลระยะยาวดีกว่าวิธีไม่ใช้ตาข่ายยังอยู่ระหว่างการศึกษา จึงไม่จำเป็นสำหรับทุกคนค่ะ

ยึดรอยพับใต้ราวนมและเย็บแบบลดแรงตึง

การยึดรอยพับใต้ราวนม (IMF fixation) ช่วยกำหนดขอบล่างของเต้านมให้อยู่ที่เดิม ไม่ให้เนื้อเต้านมไหลลงไปต่ำกว่ารอยพับจนฐานเต้าดูย้อย (bottoming out) ทั้งยังช่วยให้สองข้างสมมาตรมากขึ้น

ส่วนการเย็บแบบลดแรงตึง (tension-free suture) และการเย็บแบบสามมิติ คือการให้ชั้นเนื้อเยื่อด้านในรับแรงดึงแทนผิว แผลที่ผิวจึงไม่ถูกดึงแน่นเกินไป ผลคือแผลเป็นมีโอกาสนูนกว้างน้อยลง และรูปทรงคงตัวดีขึ้นค่ะ

ยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคน เหมาะกับใคร และเมื่อไหร่ควรใส่ซิลิโคนร่วม?

ยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคนเหมาะกับคนที่มีเนื้อเต้านมพอใจอยู่แล้ว แต่ตำแหน่งเลื่อนต่ำลง ส่วนคนที่อยากได้ช่วงบนอิ่มชัดหรืออยากเพิ่มไซซ์ มักต้องพิจารณาเสริมปริมาตรร่วมด้วยค่ะ ระดับการหย่อนเป็นตัวช่วยเลือกวิธีหลัก ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ระดับไหน ดูสาเหตุและวิธีเช็กระดับหน้าอกหย่อนด้วยตัวเองได้ค่ะ

คนที่เหมาะกับการยกด้วยเนื้อเยื่อตัวเอง

  • ขนาดพอใจ แต่ตำแหน่งต่ำลง: เช่น หลังคลอดหรือลดน้ำหนักแล้วหัวนมและเนื้อเต้านมเลื่อนลง
  • ไม่ต้องการวัสดุแปลกปลอมในร่างกาย: ไม่อยากมีซิลิโคนหรือกังวลเรื่องการเปลี่ยนซิลิโคนในอนาคต
  • ผู้ที่ถอดซิลิโคนออกแล้วหน้าอกหย่อน: การยกกระชับร่วมกับ auto-augmentation เป็นทางเลือกหนึ่งที่เหมาะกับกลุ่มนี้
  • อายุ 18 ปีขึ้นไปและเต้านมเจริญเต็มที่แล้ว
  • น้ำหนักตัวคงที่: ถ้ายังลดหรือเพิ่มน้ำหนักอยู่ ควรรอให้นิ่งก่อน

ข้อจำกัดเรื่องความอิ่มด้านบน: เมื่อไหร่ควรพิจารณาซิลิโคนหรือไขมันร่วม

การยกเพียงอย่างเดียวแก้ “ตำแหน่ง” ได้ แต่สร้าง “ปริมาตร” ใหม่ไม่ได้ ตัวอย่างที่พบได้คือผู้ป่วยที่ถอดซิลิโคนแล้วผ่าตัดยกแบบแผลรูปสมออย่างเดียว ผลคือแก้หน้าอกหย่อนได้ แต่ช่วงบนยังแฟบ เพราะเนื้อเต้านมที่เหลือมีจำกัดค่ะ

ถ้าเป้าหมายคือช่วงบนอิ่มชัดหรืออยากเพิ่มไซซ์ ควรคุยเรื่องการเสริมปริมาตรร่วมด้วย ซึ่งมีรายละเอียดและความเสี่ยงต่างออกไป อ่านเปรียบเทียบได้ที่เสริมหน้าอกพร้อมยกกระชับต่างจากเสริมซิลิโคนอย่างเดียวอย่างไรค่ะ

ขั้นตอนยกกระชับหน้าอกแบบใช้เนื้อเยื่อตัวเอง มีอะไรบ้าง?

ขั้นตอนโดยรวมคือ ประเมินและเลือกแนวแผล เตรียมตัวก่อนผ่าตัด แล้วผ่าตัดจัดเนื้อเยื่อด้านในก่อนตัดผิวส่วนเกิน โดยทั่วไปการผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 2–3 ชั่วโมงค่ะ

เลือกแนวแผลตามระดับหย่อน (สรุปสั้น)

แนวแผลหลักมี 3 แบบ คือแผลรอบลานนม แผลแนวตั้ง (รอบลานนมต่อลงมาถึงรอยพับ) และแผลรูปสมอ (ตัว T คว่ำ) ยิ่งหย่อนมากยิ่งต้องใช้แผลที่ยาวขึ้นเพื่อจัดเนื้อได้มากพอ ใครอยากเทียบข้อดีข้อเสียแต่ละแบบ อ่านต่อได้ที่วิธียกกระชับหน้าอก แบบไหนดี? เทียบแผล 4 แบบค่ะ

แนวแผล 3 แบบในการยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคน: แผลรอบลานนม แผลแนวตั้ง และแผลรูปสมอ

ก่อนวันผ่าตัดจะมีการเตรียมตัวดังนี้

  • ตรวจเลือด ตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ และตรวจเต้านมด้วยแมมโมแกรมหรืออัลตราซาวด์
  • งดสูบบุหรี่และงดแอลกอฮอล์ 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
  • หยุดยาที่ทำให้เลือดหยุดยาก เช่น แอสไพริน 1 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด (ปรึกษาแพทย์ก่อนหยุดยาทุกครั้ง)
  • งดน้ำและอาหาร 8 ชั่วโมงก่อนผ่าตัด

ขั้นตอนในวันผ่าตัด

  1. ดมยาสลบ: ส่วนใหญ่ใช้การดมยาสลบ บางกรณีใช้ยานอนหลับร่วมกับยาชาเฉพาะที่
  2. เปิดแผล: ตามแนวที่วางแผนไว้
  3. จัดเนื้อเยื่อและสร้างโครงค้ำภายใน: ย้ายเนื้อขึ้น ปั้นแกนกลาง ยึดกับผนังอก และเสริมตาข่ายถ้าวางแผนไว้
  4. ตัดผิวส่วนเกิน: เอาผิวที่ยืดย้วยออก
  5. ย้ายหัวนมและลานนม: ไปยังตำแหน่งใหม่ที่สูงขึ้น
  6. เย็บปิดแผล: เย็บหลายชั้นเพื่อลดแรงตึงที่ผิว

ยกกระชับหน้าอก กลับมาหย่อนอีกไหม? ผลอยู่ได้นานแค่ไหน

ยกกระชับหน้าอกกลับมาหย่อนได้บ้างตามวัย แต่โดยทั่วไปผลมักอยู่ได้นาน 10 ปีขึ้นไป ความเร็วในการหย่อนซ้ำขึ้นกับอายุ แรงโน้มถ่วง น้ำหนักตัว การตั้งครรภ์ และการให้นมลูกค่ะ เทคนิคที่ยึดเนื้อเยื่อด้านในจึงมุ่งชะลอการเปลี่ยนแปลงนี้ ไม่ใช่หยุดเวลาไว้

ปัจจัยที่ทำให้หน้าอกหย่อนซ้ำ

ตามตำราศัลยกรรมเต้านม หน้าอกหย่อนซ้ำเป็นผลระยะยาวที่พบบ่อยที่สุดหลังผ่าตัดยกกระชับร่วมกับเสริมหน้าอก และความเร็วของการหย่อนซ้ำขึ้นกับ 3 เรื่องหลัก คือขนาดซิลิโคน น้ำหนักตัวที่ขึ้นลง และความเสื่อมตามวัย นอกจากนี้ การให้นมลูกหลังผ่าตัดก็อาจเร่งการเปลี่ยนแปลงของเต้านมได้ค่ะ

งานวิจัยของ Spear และคณะ (2006) ติดตามผู้ป่วย 166 ราย พบว่าการยกกระชับพร้อมเสริมซิลิโคนในการผ่าตัดครั้งเดียว มีภาวะแทรกซ้อนสูงกว่าการเสริมซิลิโคนอย่างเดียวอย่างมีนัยสำคัญ

ส่วนเหตุผลที่ต้องกลับมาผ่าตัดแก้บ่อยที่สุด คือพังผืดหดรัดรอบซิลิโคนและหน้าอกหย่อนซ้ำค่ะ

ข้อมูลนี้ไม่ได้แปลว่าการยกแบบไม่ใส่ซิลิโคนไม่มีความเสี่ยงเลยนะคะ แต่ช่วยให้เข้าใจว่าเมื่อไม่มีซิลิโคน จะไม่มีน้ำหนักของซิลิโคนและปัญหาพังผืดรอบซิลิโคนมาเกี่ยวข้อง ส่วนอายุ น้ำหนัก และการตั้งครรภ์ยังมีผลเหมือนเดิม

หย่อนซ้ำจริง กับ pseudoptosis ต่างกันอย่างไร

บางคนรู้สึกว่า “กลับมาหย่อนอีกแล้ว” แต่เมื่อตรวจจริง หัวนมยังอยู่ตำแหน่งเดิมที่สูง มีเพียงเนื้อช่วงล่างที่ไหลลงไปกองต่ำกว่ารอยพับ ภาวะนี้เรียกว่าหน้าอกหย่อนเทียม (pseudoptosis) ค่ะ

ศัลยแพทย์จึงต้องแยกสองภาวะนี้ให้ออกก่อนวางแผนแก้ไข เพราะวิธีแก้ต่างกัน หย่อนเทียมมักแก้ที่ช่วงล่างและรอยพับ ไม่จำเป็นต้องย้ายหัวนมขึ้นอีกรอบ การวินิจฉัยที่ถูกต้องจึงทำให้ผลการผ่าตัดแก้ดีขึ้น

วิธีดูแลให้ผลอยู่ได้นาน

  • รักษาน้ำหนักให้คงที่: น้ำหนักที่ขึ้นลงมากทำให้ผิวและเนื้อเยื่อยืดซ้ำ
  • ใส่บราที่พยุงดี: โดยเฉพาะเวลาออกกำลังกายที่มีแรงกระแทก
  • งดสูบบุหรี่: บุหรี่ทำลายคอลลาเจนและทำให้แผลหายช้า
  • ปกป้องผิวจากแดด: แสงแดดเร่งความเสื่อมของผิวและทำให้แผลเป็นสีเข้มขึ้น
  • วางแผนเรื่องลูก: ถ้ายังวางแผนตั้งครรภ์ แนะนำให้ผ่าตัดหลังมีลูกครบแล้ว เพราะการตั้งครรภ์และให้นมอาจทำให้หย่อนซ้ำได้

หลังยกกระชับหน้าอกพักฟื้นกี่วัน? สรุปแต่ละช่วง

หลังยกกระชับหน้าอก ส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตประจำวันได้ใน 1–2 สัปดาห์ เริ่มออกกำลังกายเบา ๆ ได้ราว 3–4 สัปดาห์ และเห็นรูปทรงสุดท้ายที่ 6 เดือนถึง 1 ปีค่ะ

ช่วงเวลา สิ่งที่เกิดขึ้น / สิ่งที่ควรทำ
0–1 สัปดาห์ ใส่บรากระชับเพื่อลดบวมและคงรูปทรง ทานยาแก้ปวดตามแพทย์สั่ง นอนยกหัวสูง เคลื่อนไหวเบา ๆ ได้แต่เลี่ยงการยกแขนสูง
1–2 สัปดาห์ กลับไปทำกิจวัตรประจำวันได้ บวมช้ำเริ่มลดลง ตัดไหม (ถ้าเป็นไหมละลายไม่ต้องตัด) อาบน้ำได้ตามคำแนะนำแพทย์
3–4 สัปดาห์ เริ่มออกกำลังกายเบา ๆ ยังใส่บรากระชับต่อ และเริ่มดูแลแผลเป็น
1–3 เดือน ออกกำลังกายระดับปานกลางได้ รูปทรงเริ่มเข้าที่ ความรู้สึกบริเวณหัวนมค่อย ๆ กลับมา
6 เดือน–1 ปี ฟื้นตัวเต็มที่และเห็นผลสุดท้าย แผลเป็นเริ่มนุ่มและจางลงเรื่อย ๆ

การฟื้นตัวแต่ละคนไม่เท่ากัน ขึ้นกับแนวแผลและเทคนิคที่ใช้ ควรทำตามคำแนะนำของแพทย์ผู้ผ่าตัดเป็นหลักค่ะ

ข้อควรระวังและความเสี่ยงที่ควรรู้ก่อนตัดสินใจ

การยกแบบไม่ใส่ซิลิโคนก็ยังเป็นการผ่าตัดใหญ่ที่มีแผลเป็น อาจมีการเปลี่ยนแปลงความรู้สึก และอาจกระทบการให้นมลูก ควรตั้งความคาดหวังให้ตรงกับความจริงค่ะ หน้าอกที่สมมาตรสมบูรณ์แบบหรือกลับไปเหมือนตอนวัยรุ่นทุกอย่างทำได้ยาก เป้าหมายคือทำให้ออกมาดีที่สุดเท่าที่โครงสร้างร่างกายของแต่ละคนจะทำได้

แผลเป็นและความรู้สึกบริเวณหัวนม

แผลเป็นจะอยู่ตามแนวที่เลือก คือรอบลานนม แนวตั้งใต้ลานนม หรือเพิ่มแนวนอนใต้ราวนมในแผลรูปสมอ แผลรอบลานนมมักกลืนไปกับขอบสีลานนม ส่วนการดูแลแผลเป็นที่ใช้กันคือแผ่นซิลิโคนปิดแผล เลเซอร์ และการฉีดสเตียรอยด์ในรายที่แผลนูน

บางคนอาจรู้สึกชาหรือไวผิดปกติบริเวณหัวนมในช่วงแรก มักเป็นชั่วคราวและค่อย ๆ ดีขึ้น โอกาสเกิดมากขึ้นเมื่อจัดเนื้อเยื่อบริเวณกว้าง เช่นแผลรูปสมอ ส่วนตาข่ายเสริมก็มีความเสี่ยงทั่วไป เช่นการติดเชื้อหรือร่างกายระคายต่อวัสดุ ซึ่งควรคุยกับแพทย์ให้ชัดก่อนเลือกใช้ค่ะ

การให้นมบุตรหลังผ่าตัด

ถ้าเทคนิคที่ใช้เก็บรักษาท่อน้ำนมและเนื้อเยื่อใต้หัวนมไว้ โอกาสให้นมลูกได้ก็สูงขึ้น แต่ถ้าต้องจัดเนื้อเยื่อมาก ต่อมน้ำนมอาจได้รับผลกระทบ คนที่ยังวางแผนมีลูกควรแจ้งแพทย์ตั้งแต่วันปรึกษาค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคน

ยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคน หน้าอกจะดูใหญ่ขึ้นไหม?

ขนาดจริงไม่ได้ใหญ่ขึ้นค่ะ เพราะปริมาณเนื้อเท่าเดิม แต่เมื่อเนื้อถูกยกขึ้นและพับขึ้นไปเติมช่วงบนด้วย auto-augmentation หน้าอกอาจดูอิ่มและเป็นทรงขึ้น ถ้าอยากเพิ่มไซซ์จริงต้องพิจารณาซิลิโคนหรือไขมันร่วมด้วย

ยกกระชับหน้าอก กลับมาหย่อนอีกไหม?

หย่อนลงได้บ้างตามวัย แต่โดยทั่วไปผลอยู่ได้นาน 10 ปีขึ้นไป อายุ น้ำหนักที่ขึ้นลง การตั้งครรภ์ และการให้นมลูกเป็นตัวเร่ง ส่วนเทคนิคยึดเนื้อเยื่อด้านในช่วยลดแรงที่กดบนผิว จึงช่วยชะลอการหย่อนซ้ำค่ะ

Internal bra กับตาข่าย (mesh) ต่างกันอย่างไร?

Internal bra แบบแรกคือการใช้เนื้อเยื่อของตัวเองทำเป็นโครงพยุงด้านใน ส่วน internal bra system เป็นเทคนิคที่ใช้ตาข่ายขึ้นรูปสามมิติช่วยพยุง ผลระยะยาวของการใช้ตาข่ายยังอยู่ระหว่างการศึกษา ควรถามแพทย์ให้ชัดว่าจะใช้แบบไหนค่ะ

ทำไมบางคนยกแล้วด้านบนยังแบน?

เพราะการยกแก้ตำแหน่งได้ แต่ไม่เพิ่มปริมาตร ถ้าเนื้อเต้านมมีน้อย ช่วงบนอาจยังไม่อิ่มแม้หัวนมจะอยู่สูงขึ้นแล้ว ทางเลือกคือ auto-augmentation ถ้ามีเนื้อช่วงล่างพอ หรือเสริมซิลิโคนหรือไขมันร่วมค่ะ

ผ่าตัดยกหน้าอกแล้วให้นมลูกได้ไหม?

หลายคนให้นมได้ โดยเฉพาะเมื่อใช้เทคนิคที่เก็บต่อมน้ำนมใต้หัวนมไว้ แต่ผลขึ้นกับโครงสร้างและปริมาณเนื้อที่ต้องจัด ถ้ายังวางแผนมีลูก แนะนำให้ผ่าตัดหลังมีลูกครบเพื่อไม่ให้ผลเปลี่ยนเร็วค่ะ

ปรึกษายกกระชับหน้าอกกับโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน เกาหลี

ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน ศัลยแพทย์จะประเมินระดับการหย่อน ปริมาณเนื้อ และคุณภาพผิว แล้วใช้การจำลองภาพสามมิติช่วยวางแผน ก่อนเลือกผสมเทคนิคให้เหมาะกับรูปร่างของแต่ละคน ดูรายละเอียดบริการยกกระชับหน้าอกที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอินได้ค่ะ

ศัลยแพทย์ใช้โมเดลเต้านมอธิบายโครงสร้างระหว่างปรึกษาเรื่องยกกระชับหน้าอกไม่ใส่ซิลิโคน

ค่าใช้จ่ายขึ้นกับระดับการหย่อนและเทคนิคที่ใช้ จึงต้องปรึกษาเพื่อรับราคาเฉพาะบุคคล ทักแชทเข้ามาปรึกษาฟรีผ่าน LINE: @339fwnst หรือโทรสายตรงล่ามไทย +82-10-6864-1175 ค่ะ

เขียนและตรวจทานโดย: นพ. อี ซองอุค ศัลยแพทย์ตกแต่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน (กังนัม โซล)

※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *