รีทูโอ คืออะไร — รีทูโอ (Elravie Re2O) คือสกินบูสเตอร์กลุ่ม ECM ที่ทำจาก hADM หรือผิวหนังแท้จากผู้บริจาคที่ผ่านการกำจัดเซลล์ออก เหลือไว้แต่โครงสร้างคอลลาเจน เพื่อเติม “โครง” ให้ผิวแท้โดยตรงค่ะ
“ฉีดรีจูรันมาหลายรอบแล้ว ทำไมรู้สึกว่าไม่เหมือนเดิม” หรือ “รีทูโอต่างจากจูเวลุคยังไง” เป็นคำถามที่เห็นบ่อยทั้งในกระทู้ Pantip และในแชท LINE ที่ทักเข้ามาหาทีมล่ามภาษาไทยของเรา คำว่า ECM กับ hADM ฟังดูเหมือนศัพท์ในห้องแล็บ หลายคนจึงยังนึกภาพไม่ออกว่าสิ่งที่ฉีดเข้าไปในผิวคืออะไรกันแน่
บทความนี้ตอบให้ชัด 3 เรื่อง คือ Re2O คืออะไรแบบเข้าใจง่าย ฉีดแล้วจะเริ่มเห็นผลเมื่อไร และต่างจากจูเวลุคตรงไหน โดยอ้างอิงตำราการแพทย์ แล้วเล่าด้วยภาษาธรรมดาที่อ่านจบได้ในไม่กี่นาทีค่ะ
รีทูโอ คืออะไร: อธิบาย ECM และ hADM แบบเข้าใจง่าย
ก่อนจะเข้าใจรีทูโอ ต้องรู้จักคำ 2 คำนี้ก่อนค่ะ คือ ECM ซึ่งเป็น “สิ่งที่ผิวขาด” และ hADM ซึ่งเป็น “วัตถุดิบที่นำมาเติม”
ECM คือ “โครงตาข่าย” ที่รองรับเซลล์ผิว
ลองนึกถึงที่นอนสปริงดูค่ะ ผ้าหุ้มด้านนอกเปรียบได้กับหนังกำพร้าที่เรามองเห็น ส่วนสปริงและฟองน้ำข้างในที่ทำให้ที่นอนแน่นและเด้งกลับได้ ก็คือ ECM (Extracellular Matrix หรือเมทริกซ์นอกเซลล์) ซึ่งอยู่ในชั้นผิวแท้ เซลล์ผิวทั้งหลายอาศัยอยู่บนโครงตาข่ายนี้ ถ้าโครงยังแน่น ผิวก็ดูอิ่มและคืนตัวได้ดี
ECM ไม่ได้มีแค่คอลลาเจนอย่างเดียว แต่เป็นทีมที่แต่ละส่วนมีหน้าที่ของตัวเอง
- คอลลาเจน — เหมือนเสาค้ำ ให้ความแข็งแรงและทำให้ผิวไม่ยุบง่าย
- อีลาสติน — เหมือนสปริง ช่วยให้ผิวยืดออกแล้วคืนตัวได้
- ไฮยาลูรอนิกและ GAG (สารในเนื้อเยื่อที่จับน้ำไว้) — เก็บความชุ่มชื้นไว้ในชั้นผิวแท้
- ไฟโบรเนกติน ลามินิน และโกรทแฟกเตอร์ — เหมือนกาวและสัญญาณ ช่วยยึดเซลล์และสนับสนุนการซ่อมแซม
ECM คือโครงตาข่ายในชั้นผิวแท้ที่ประกอบด้วยคอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูรอนิก ทำหน้าที่รองรับเซลล์ผิวและรักษารูปทรงของผิวค่ะ เมื่ออายุมากขึ้น โครงนี้จะค่อย ๆ บางลงและเสื่อมลง ผิวจึงดูแห้งลึก รูขุมขนกว้าง แต่งหน้าไม่ค่อยติด ปัญหาจึงไม่ได้อยู่ที่คอลลาเจนตัวเดียว แต่อยู่ที่โครงทั้งชุด
hADM คืออะไร และทำไมต้องเอาเซลล์ออก
hADM ย่อมาจาก human Acellular Dermal Matrix หรือ acellular dermis (ผิวหนังแท้ไร้เซลล์) hADM คือผิวหนังแท้จากผู้บริจาคที่กำจัดหนังกำพร้า ชั้นไขมัน และเซลล์ออก เหลือไว้เพียงโครงสร้างคอลลาเจนค่ะ
ตำราศัลยกรรมตกแต่งอธิบายว่าการผลิต hADM มีหลักใหญ่ 2 ขั้น คือลอกหนังกำพร้าและชั้นใต้ผิวหนังออก แล้วนำผิวแท้ไปผ่านการทำแห้งเยือกแข็งหรือใช้สารชำระล้าง จนเหลือโครงคอลลาเจนของผิวแท้ไว้ วัสดุชนิดนี้ไม่ใช่ของใหม่ในวงการแพทย์ เพราะถูกใช้ในงานผ่าตัดเสริมสร้างเนื้อเยื่อ เช่น การผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม มาเป็นเวลานานแล้ว
แล้วทำไมต้องเอาเซลล์ออก? เพราะเซลล์ของผู้บริจาคคือส่วนที่ร่างกายผู้รับมักมองว่าเป็น “ของแปลกปลอม” เมื่อเอาเซลล์ออกแล้ว สิ่งที่เหลือคือโครงที่มีหน้าตาใกล้เคียงกับโครงผิวของเราเอง โอกาสเกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันจึงน้อยลง แต่ไม่ได้แปลว่าเป็นศูนย์นะคะ
ตำราศัลยกรรมเต้านมระบุว่าเมทริกซ์ที่เหลืออยู่หลังกำจัดเซลล์ประกอบด้วยสารหลัก 3 กลุ่ม คือคอลลาเจน อีลาสติน และไฮยาลูรอนิก และมองว่าวัสดุจากผิวมนุษย์มีความยืดหยุ่นตามธรรมชาติดีกว่าผิวจากสัตว์ ส่วนตำราศัลยกรรมตกแต่งแบ่งแหล่งวัสดุออกเป็น 2 แหล่งหลัก คือจากผิวมนุษย์และจากสุกร โดยแบบจากสุกรต้องผ่านขั้นตอนเพิ่มเติมเพื่อลดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกัน นี่คือเหตุผลที่ “มาจากผิวมนุษย์” เป็นจุดสำคัญของรีทูโอค่ะ
ในรีทูโอ hADM ถูกแปรรูปเป็นผงละเอียดเพื่อให้ฉีดเข้าชั้นผิวได้ ส่วนประกอบส่วนใหญ่คือคอลลาเจน และมีอีลาสติน GAG กับโปรตีน ECM ชนิดอื่นอยู่ด้วย
AlloClean: ล้างเซลล์ออก แต่เก็บโครงสร้างไว้

AlloClean คือกระบวนการแปรรูปเนื้อเยื่อมนุษย์ของ L&C BIO ผู้ผลิตรีทูโอ ตามคำอธิบายของผู้ผลิต ขั้นตอนนี้กำจัดเซลล์และปัจจัยที่ทำให้เกิดปฏิกิริยาต่อต้านทางภูมิคุ้มกันออก โดยไม่ทำลายโครงสร้างสามมิติของเนื้อเยื่อ และเน้นวิธีทางกายภาพแทนการใช้ตัวทำละลายเคมี
ถ้าสรุปให้สั้นที่สุด รีทูโอคือการ “เติมผิวด้วยผิว” แทนที่จะส่งสัญญาณให้ผิวไปหาวัตถุดิบมาสร้างเอง ก็นำส่วนประกอบของโครงผิวเข้าไปเสริมโดยตรง จึงจัดเป็นสกินบูสเตอร์กลุ่มใหม่ที่ใช้ ECM ค่ะ ส่วนข้อมูลหัตถการ เช่น เวลาทำและการเตรียมตัว ดูได้ที่หน้า เอลราวี รีทูโอ
สกินบูสเตอร์ ECM ต่างจากบูสเตอร์รุ่นก่อนอย่างไร
สกินบูสเตอร์ที่คนไทยรู้จักกันมีหลายชื่อมาก วิธีจำที่ง่ายที่สุดคือดูว่า “แต่ละกลุ่มทำงานอะไร” ไม่ใช่ดูว่าตัวไหนดีกว่าตัวไหนค่ะ
4 กลุ่มสกินบูสเตอร์: เติมน้ำ ส่งสัญญาณ กระตุ้น และเติมโครงสร้าง
- เติมน้ำ — HA (ไฮยาลูรอนิกแอซิด): ดึงน้ำเข้าผิว ผิวดูฉ่ำได้เร็ว เหมาะกับผิวขาดน้ำ
- ส่งสัญญาณ — PN/PDRN (เช่น รีจูรัน): ส่งสัญญาณให้เซลล์ผิวซ่อมแซมตัวเอง
- กระตุ้น — PDLLA (เช่น จูเวลุค): ให้ร่างกายตอบสนองต่ออนุภาค แล้วค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมาเอง
- เติมโครงสร้าง — ECM (รีทูโอ): นำส่วนประกอบของโครงผิวที่สำเร็จรูปแล้วเข้าไปเสริมโดยตรง
ทั้ง 4 กลุ่มไม่ได้แทนกันทั้งหมด เพราะแก้คนละจุด แพทย์จึงเลือกตามว่าผิวของแต่ละคน “ขาดอะไร” มากกว่าดูว่าตัวไหนออกใหม่ล่าสุด
ทำไมบางคนฉีดรีจูรันหลายรอบแล้วรู้สึกว่าได้ผลน้อยลง
คำถามนี้พบบ่อยมากค่ะ คำอธิบายที่เป็นไปได้ข้อหนึ่งคือ บูสเตอร์ที่ทำงานแบบ “ส่งสัญญาณ” ต้องอาศัยผิวที่ยังมีวัตถุดิบและโครงพอให้ซ่อมแซม ถ้าผิวบางลงและ ECM เสื่อมไปมากแล้ว สัญญาณที่ส่งไปอาจได้ผลตอบกลับน้อยกว่าเดิม คล้ายกับสั่งช่างให้ซ่อมบ้าน แต่ในบ้านแทบไม่มีอิฐเหลือ
ในกรณีแบบนี้ ECM ซึ่งเติมส่วนประกอบของโครงเข้าไปตรง ๆ อาจเป็นอีกทางเลือกหนึ่ง แต่ไม่ได้แปลว่ารีจูรันไม่ดี รีจูรันยังเหมาะกับผิวหลายแบบ และบางคนก็ได้ประโยชน์จากการใช้ร่วมกัน การจะเปลี่ยนหรือไม่ควรตัดสินหลังตรวจผิวจริงค่ะ ถ้าอยากดูความต่างของ 3 ตัวยาแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่ เทียบรีทูโอ เรทิเจน และรีจูรัน
รีทูโอ เห็นผลกี่วัน? ไทม์ไลน์หลังฉีดแบบเข้าใจง่าย
หลายคนคาดหวังว่าฉีดเสร็จแล้วผิวจะเปลี่ยนทันที ความจริงคือช่วงแรกที่รู้สึกได้ส่วนใหญ่มาจากเนื้อผลิตภัณฑ์ที่เข้าไปเติมในชั้นผิว ส่วนการที่โครงผิวค่อย ๆ เข้ากับเนื้อเยื่อเดิมและผิวปรับตัวนั้นต้องใช้เวลาเป็นสัปดาห์ค่ะ
| ช่วงเวลา | สิ่งที่มักสังเกตได้ | การใช้ชีวิต |
|---|---|---|
| หลังฉีดทันที–สัปดาห์แรก | ผิวรู้สึกแน่นและอิ่มขึ้นเล็กน้อย อาจมีรอยแดงหรือรอยเข็มชั่วคราว | ส่วนใหญ่กลับไปทำงานได้ตามปกติ |
| สัปดาห์ที่ 2–4 | ผิวเรียบขึ้น เนื้อผิวแน่นขึ้น แต่งหน้าติดดีขึ้น | เริ่มเห็นความต่างเมื่อเทียบกับรูปก่อนฉีดของตัวเอง |
| สัปดาห์ที่ 4–8 | ความยืดหยุ่นและความหนาแน่นของผิวชัดที่สุด | ช่วงที่แพทย์มักนัดประเมินเพื่อวางแผนครั้งถัดไป |
โดยทั่วไปผลของรีทูโอจะเริ่มเห็นชัดในสัปดาห์ที่ 2–4 และชัดที่สุดราวสัปดาห์ที่ 4–8 หลังฉีด ซึ่งแตกต่างกันในแต่ละคนค่ะ
หลังฉีดทันที–สัปดาห์แรก: รู้สึกผิวแน่นขึ้น
ช่วงนี้ผิวอาจดูอิ่มขึ้นเล็กน้อยเพราะมีเนื้อผลิตภัณฑ์อยู่ในชั้นผิว และอาจมีรอยแดงหรือบวมเล็กน้อยตามจุดฉีดซึ่งมักหายไปเองในไม่กี่วัน อย่าเพิ่งตัดสินผลจากช่วงนี้นะคะ เพราะยังไม่ใช่ผลที่แท้จริง
สัปดาห์ที่ 2–4: เริ่มเห็นความยืดหยุ่นและเนื้อผิว
เป็นช่วงที่หลายคนบอกว่าแต่งหน้าเกาะดีขึ้น ผิวไม่แห้งตึงเหมือนเดิม และเนื้อผิวดูละเอียดขึ้น ถ้าถ่ายรูปไว้ก่อนฉีดในแสงเดียวกัน จะเห็นความต่างได้ง่ายกว่าส่องกระจกทุกวัน
สัปดาห์ที่ 4–8: ช่วงที่เห็นผลชัดที่สุด
ความหนาแน่นของผิว ความเด้ง และริ้วรอยเล็ก ๆ จะเห็นชัดที่สุดในช่วงนี้ สิ่งที่รีทูโอช่วยได้คือ “คุณภาพของผิว” เช่น ความแน่น ความเรียบ และความชุ่มชื้นลึก ไม่ใช่การยกแก้มที่ตกหรือเปลี่ยนรูปหน้าค่ะ
ต้องฉีดกี่ครั้ง: แพทย์เป็นผู้กำหนด

จำนวนครั้งนั้นแพทย์เป็นผู้กำหนด โดยทั่วไป 2–4 ครั้ง ห่างกันประมาณ 3–4 สัปดาห์ ขึ้นกับความบางของผิว ความลึกของปัญหา และเป้าหมายของแต่ละคน หลังจากนั้นจึงเข้าสู่รอบคงสภาพ ซึ่งระยะห่างควรกำหนดจากการตรวจผิวครั้งถัดไป ไม่ใช่นับเดือนตายตัว
เหตุผลที่ต้องมีรอบคงสภาพก็มีอยู่ในตำราเช่นกัน ตำราผิวหนังเพื่อความงามอธิบายว่าคอลลาเจนที่ฉีดเข้าไปในผิวจะถูกร่างกายย่อยสลายไปในที่สุด และรายงานเรื่องระยะเวลาที่ผลคงอยู่ของผิวหนังแท้ไร้เซลล์แบบฉีดก็แตกต่างกันมาก ผลจึงไม่ได้อยู่ถาวร และการดูแลต่อเนื่องคือส่วนหนึ่งของแผนค่ะ
สำหรับคนไทยที่บินมาทำที่เกาหลี การฉีดหลายครั้งรวดเดียวในทริปเดียวไม่ใช่วิธีที่ถูกต้อง เพราะแต่ละครั้งต้องเว้นระยะ จึงควรคุยเรื่องตารางเดินทางรอบถัดไปตั้งแต่ตอนปรึกษาครั้งแรก
รีทูโอ กับ จูเวลุค ต่างกันยังไง? เทียบ 3 ข้อ

ทั้งสองตัวเกี่ยวกับคอลลาเจนเหมือนกัน จึงถูกถามเทียบกันบ่อยมาก แต่วิธีทำงานคนละแบบค่ะ
| หัวข้อ | รีทูโอ (ECM จาก hADM) | จูเวลุค (PDLLA) |
|---|---|---|
| วิธีทำงาน | เติมส่วนประกอบของโครงผิวเข้าไปโดยตรง | กระตุ้นให้ร่างกายค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนเอง |
| ช่วงเวลาที่รู้สึกถึงผล | มักรู้สึกถึงความแน่นของเนื้อผิวได้เร็วกว่า | ค่อยเป็นค่อยไป ต้องรอให้ร่างกายสร้างคอลลาเจน |
| ปัญหาที่มักเหมาะ | ผิวบาง แห้งลึก เนื้อผิวหยาบ แต่งหน้าไม่ติด | ผิวยุบเล็กน้อย ริ้วรอย แผลเป็นหลุมบางชนิด |
สรุปเป็นประโยคเดียวได้ว่า รีทูโอคือการ “เติมโครงสร้างให้ผิวโดยตรง” ส่วนจูเวลุคคือการ “กระตุ้นให้ผิวสร้างคอลลาเจนขึ้นเอง” ค่ะ
ข้อ 1 วิธีทำงาน: เติมโครงสร้าง (hADM) vs กระตุ้นให้ผิวสร้างเอง (PDLLA)
จูเวลุคใช้อนุภาค PDLLA (พอลิเมอร์ที่ร่างกายย่อยสลายได้) ซึ่งทำให้ร่างกายเกิดการตอบสนองรอบ ๆ อนุภาค แล้วค่อย ๆ สร้างคอลลาเจนใหม่ขึ้นมา อ่านกลไกแบบละเอียดได้ที่ จูเวลุคกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไร ส่วนรีทูโอนำ ECM ที่ได้จาก hADM เข้าไปเสริมในชั้นผิวแท้เลย เปรียบง่าย ๆ ว่าจูเวลุคคือการจ้างคนงานมาก่ออิฐ ส่วนรีทูโอคือการขนอิฐสำเร็จรูปเข้าไปเติม
ข้อ 2 ช่วงเวลาที่รู้สึกถึงผล
เพราะจูเวลุคต้องรอให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนเอง ความเปลี่ยนแปลงจึงมักค่อย ๆ มาในหลายสัปดาห์ ส่วนรีทูโอมักให้ความรู้สึกแน่นของเนื้อผิวเร็วกว่า สำหรับระยะเวลาที่ผลคงอยู่ ทั้งสองตัวมีรายงานเป็นช่วงกว้างและต่างกันมากในแต่ละคน จึงไม่ควรใช้ตัวเลขเดือนเป็นเกณฑ์ตัดสินใจเพียงอย่างเดียว
ข้อ 3 เหมาะกับปัญหาผิวแบบไหน
ถ้าปัญหาหลักคือผิวบาง แห้งลึก รูขุมขนกว้าง และผิวดูไม่แน่น รีทูโอมักตรงโจทย์กว่า แต่ถ้าปัญหาคือผิวยุบเป็นจุด ริ้วรอย หรือแผลเป็นหลุม จูเวลุคมักถูกพิจารณาก่อน นี่คือแนวโน้มทั่วไป ไม่ใช่กฎตายตัวค่ะ
ทำควบคู่กันได้ไหม
ทำร่วมกันได้ในบางกรณี เพราะทั้งสองตัวแก้คนละจุด แต่ลำดับและระยะห่างระหว่างแต่ละตัวควรให้แพทย์กำหนดจากสภาพผิวจริง ไม่ควรจัดตารางเองจากรีวิว
รีทูโอเหมาะกับใคร และเมื่อไรที่ฉีดอย่างเดียวอาจไม่พอ
คนที่เหมาะ: ผิวบาง แห้งลึก รูขุมขนกว้าง ผิวไม่แน่น
เกณฑ์ที่สำคัญกว่าอายุคือสภาพผิวค่ะ คนที่มักได้ประโยชน์จากรีทูโอ ได้แก่
- คนที่ผิวบาง มองเห็นเส้นเลือดฝอยง่าย หรือผิวดูโปร่งแสง
- คนที่ผิวแห้งลึก ทาครีมแล้วก็ยังตึง แต่งหน้าลอยเป็นขุย
- คนที่รูขุมขนกว้างและเนื้อผิวไม่เรียบ
- คนที่เคยฉีดบูสเตอร์แบบส่งสัญญาณมาหลายรอบแล้วรู้สึกว่าผิวยังบางอยู่
ถ้าแบ่งคร่าว ๆ ช่วงอายุ 20 ปลาย ๆ มักเป็นการดูแลเชิงป้องกัน ช่วง 30–40 ปีมักเน้นความหนาแน่นและความยืดหยุ่น ส่วนตั้งแต่ 40 กลาง ๆ ขึ้นไปมักต้องคิดเรื่องการทำร่วมกับหัตถการอื่น ส่วนคนที่ตั้งครรภ์ ให้นมบุตร มีการอักเสบบริเวณที่จะฉีด หรือมีโรคภูมิคุ้มกันบางชนิด ต้องแจ้งแพทย์และตรวจประเมินก่อนเสมอ
เมื่อปัญหาคือหย่อนคล้อยหรือร่องลึก: ต้องคุยเรื่องลิฟติ้งหรือฟิลเลอร์
รีทูโอปรับคุณภาพของผิว แต่ไม่ได้ยกเนื้อที่ตกหรือเติมปริมาตรที่หายไป ถ้าปัญหาหลักคือแก้มย้อย เส้นกรามไม่คม หรือร่องแก้มลึก การฉีดรีทูโออย่างเดียวจะไม่ได้ผลเท่าที่คาดหวัง ในกรณีนี้ต้องคุยเรื่องลิฟติ้ง ฟิลเลอร์ หรือการผ่าตัด แล้วใช้สกินบูสเตอร์เป็นส่วนเสริมค่ะ
ราคาและผลข้างเคียง: อ่านต่อที่บทความเฉพาะ
ผลข้างเคียงที่พบส่วนใหญ่เป็นรอยแดงและบวมเล็กน้อยบริเวณที่ฉีด ซึ่งมักหายไปในไม่กี่วัน อาการที่ควรสังเกตและวิธีดูแลอ่านได้ที่ ผลข้างเคียงของรีทูโอและวิธีสังเกตอาการ ส่วนราคาจะต่างกันตามปริมาณ บริเวณที่ฉีด และจำนวนครั้ง จึงแจ้งเป็นรายบุคคลหลังปรึกษา ดูรายละเอียดได้ที่ รีทูโอ ราคาขึ้นอยู่กับอะไร

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรีทูโอ (FAQ)
รีทูโอ คืออะไร ต่างจากฟิลเลอร์ไหม?
รีทูโอเป็นสกินบูสเตอร์ที่เติม ECM หรือโครงของผิวแท้ เพื่อปรับคุณภาพผิว เช่น ความแน่น ความเรียบ และความชุ่มชื้น ส่วนฟิลเลอร์ใช้เติมปริมาตรเพื่อเปลี่ยนรูปทรง เช่น ร่องแก้มหรือคาง จุดประสงค์จึงต่างกันค่ะ
รีทูโอ เห็นผลกี่วัน?
หลังฉีดทันทีจะรู้สึกว่าผิวแน่นขึ้นเล็กน้อย ผลจะเริ่มชัดในสัปดาห์ที่ 2–4 และชัดที่สุดราวสัปดาห์ที่ 4–8 แต่ละคนอาจเร็วหรือช้าต่างกันค่ะ
ต้องฉีดรีทูโอกี่ครั้งถึงจะเห็นผลชัด?
แพทย์เป็นผู้กำหนดตามสภาพผิว โดยทั่วไป 2–4 ครั้ง ห่างกันประมาณ 3–4 สัปดาห์ แล้วจึงต่อด้วยรอบคงสภาพตามผลการตรวจผิว
รีทูโอทำจากผิวคนจริงหรือ ปลอดภัยไหม?
ใช่ค่ะ ทำจาก hADM คือผิวหนังแท้จากผู้บริจาคที่กำจัดเซลล์ออกแล้ว เหลือแต่โครงคอลลาเจน การเอาเซลล์ออกช่วยให้โอกาสเกิดปฏิกิริยาภูมิคุ้มกันน้อยลง แต่ไม่ใช่ศูนย์ ควรแจ้งประวัติแพ้และโรคประจำตัวให้แพทย์ทราบ รายละเอียดผลข้างเคียงอ่านได้ในบทความเฉพาะด้านบน
ทำไมฉีดรีจูรันหลายครั้งแล้วรู้สึกไม่เหมือนเดิม ควรเปลี่ยนเป็นรีทูโอไหม?
รีจูรันทำงานแบบส่งสัญญาณให้ผิวซ่อมแซมตัวเอง ถ้าโครงผิวบางลงมาก ผลที่รู้สึกอาจลดลงได้ ส่วนรีทูโอเติมโครงเข้าไปตรง ๆ แต่จะเปลี่ยน ใช้ร่วมกัน หรือฉีดตัวเดิมต่อ ควรตัดสินหลังให้แพทย์ตรวจผิวค่ะ
ปรึกษาเรื่องรีทูโอกับโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน
ที่โรงพยาบาลศัลยกรรม และแผนกผิวมาอิน นพ. อี ซองอุค ศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญ จะตรวจความบาง ความชุ่มชื้น และความยืดหยุ่นของผิวก่อน แล้วจึงแนะนำว่าควรใช้รีทูโอ ตัวอื่น หรือทำร่วมกัน พร้อมวางแผนจำนวนครั้งให้เข้ากับตารางเดินทางของคุณ ราคาจะแจ้งเป็นรายบุคคลหลังประเมินค่ะ
💬 ทักแชทเข้ามาปรึกษาได้ที่ LINE: @339fwnst มีเจ้าหน้าที่ภาษาไทยดูแล
📞 สายตรงล่ามภาษาไทย: +82-10-6864-1175
เขียนและตรวจสอบเนื้อหาโดย นพ. อี ซองอุค ศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญ โรงพยาบาลศัลยกรรม และแผนกผิวมาอิน
※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ




ความเห็นจาก นพ. อี ซองอุค
“ผมมักอธิบายคนไข้ว่ารีทูโอคือการเติมผิวด้วยผิวครับ ถ้าปัญหาคือผิวบาง แห้งลึก และแต่งหน้าไม่เกาะ ECM ตอบโจทย์ตรงจุด แต่ถ้าปัญหาหลักคือแก้มตกหรือร่องลึก บูสเตอร์อย่างเดียวจะช่วยได้ไม่เท่าที่หวัง ผมจึงอยากให้ตรวจผิวก่อนเลือกตัวยาทุกครั้งครับ”