รีจูรัน กับ ฟิลเลอร์ ต่างกันที่หลักการ: รีจูรันคือสกินบูสเตอร์ PN ที่ช่วยฟื้นฟูคุณภาพผิว ส่วนฟิลเลอร์ HA คือเจลที่เติมส่วนที่ยุบทันที พูดง่าย ๆ คือ รีจูรันดูแล «เนื้อผิว» ส่วนฟิลเลอร์แก้ «ปริมาตรที่หายไป» ค่ะ
หลายคนส่องกระจกแล้วไม่แน่ใจว่าผิวแค่บางลง หรือหน้าเริ่มตอบจริง ๆ คำถามว่ารีจูรัน กับ ฟิลเลอร์ ต่างกันยังไง จึงควรเริ่มจาก «สิ่งที่อยากแก้» ไม่ใช่ «ตัวไหนดีกว่า» บทความนี้สรุปความต่าง 5 ข้อที่ใช้ตัดสินใจจริงในห้องตรวจค่ะ
- หลักการ: รีจูรันกระตุ้นให้ผิวฟื้นตัวเอง ฟิลเลอร์ใส่เจลเข้าไปเติมช่องว่างโดยตรง
- ความลึกที่ฉีด: รีจูรันฉีดตื้นในชั้นหนังแท้ ฟิลเลอร์ฉีดลึกตามตำแหน่ง ตั้งแต่หนังแท้ชั้นลึกไปจนถึงเหนือกระดูก
- การเห็นผล: ฟิลเลอร์เห็นรูปทรงเปลี่ยนตั้งแต่หลังฉีด รีจูรันค่อย ๆ เปลี่ยนในหลายสัปดาห์
- ผลข้างเคียงที่ต้องระวัง: รีจูรันมีตุ่มนูนชั่วคราว ฟิลเลอร์ต้องระวังภาวะหลอดเลือดอุดตันซึ่งพบน้อยแต่สำคัญ
- แก้คืนได้ไหม: ฟิลเลอร์ HA สลายได้ด้วยยาสลายฟิลเลอร์ ส่วนรีจูรันไม่ได้เติมปริมาตร จึงไม่มีเรื่องการแก้คืน
ถ้าอยากให้แพทย์ช่วยดูว่าปัญหาของคุณเป็นเรื่องผิวหรือเรื่องร่องที่ยุบ ทักแชทเข้ามาปรึกษาได้ที่ LINE: @339fwnst ค่ะ
สารบัญ
รีจูรัน กับ ฟิลเลอร์ ต่างกันยังไง?
ตำราผิวหนังด้านความงามแบ่งฟิลเลอร์ได้หลายแบบ ทั้งตามความลึก ระยะเวลาที่อยู่ และส่วนผสม หนึ่งในนั้นคือการแบ่งเป็น «แบบกระตุ้น» ที่ทำให้ร่างกายสร้างเนื้อเยื่อขึ้นใหม่เอง กับ «แบบเติมแทน» ที่ตัวสารเองเข้าไปเติมช่องว่าง
รีจูรันไม่ใช่ฟิลเลอร์ แต่ถ้าเทียบกับการแบ่งแบบนี้ รีจูรันจะใกล้กับแบบกระตุ้น ส่วนฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก (HA) คือตัวแทนของแบบเติมแทนค่ะ
ตารางเทียบ รีจูรัน vs ฟิลเลอร์ HA (เกณฑ์เดียวกันทุกแถว)
ตารางนี้คือเกณฑ์ที่ใช้อธิบายในห้องตรวจ ระยะเวลาและอาการแตกต่างกันตามแต่ละคน ผลิตภัณฑ์ และตำแหน่ง จึงใช้เป็นภาพรวมเพื่อตั้งทิศทางก่อนปรึกษาแพทย์ค่ะ
| หัวข้อ | รีจูรัน (Rejuran) | ฟิลเลอร์ HA |
|---|---|---|
| ส่วนผสมหลัก | PN (พอลินิวคลีโอไทด์ สารฟื้นฟูผิวที่สกัดจาก DNA ปลาแซลมอน) | เจลไฮยาลูรอนิก (กลุ่มเดียวกับสารที่มีอยู่ในร่างกาย) |
| หลักการ | ช่วยให้ผิวอยู่ในสภาพที่ฟื้นตัวได้ดี ใกล้กับแบบกระตุ้น | เจลเติมปริมาตรโดยตรง เป็นแบบเติมแทน |
| ความลึกที่ฉีด | ฉีดตื้นและถี่ในชั้นหนังแท้ (ชั้นที่ให้ความยืดหยุ่น) | ตามตำแหน่ง ตั้งแต่หนังแท้ชั้นลึก ใต้ผิว ไปจนถึงเหนือกระดูก |
| เริ่มเห็นผล | ค่อย ๆ เปลี่ยนในหลายสัปดาห์ | เห็นรูปทรงเปลี่ยนตั้งแต่หลังฉีด |
| อยู่ได้นาน | ต่างกันมากตามจำนวนครั้งและสภาพผิว | ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ ตำแหน่ง ปริมาณ และความลึก |
| ปัญหาที่ใช้บ่อย | ริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวหยาบ ผิวบาง รูขุมขน | ร่องลึก แก้มตอบ ขมับตอบ และรูปหน้า |
| อาการที่พบบ่อย | ตุ่มนูนจากการฉีด บวม ช้ำ เจ็บ | บวม ช้ำ เจ็บ ผิวนูนไม่เรียบชั่วคราว |
| ภาวะที่พบน้อยแต่สำคัญ | ติดเชื้อ ก้อนที่ไม่ยุบ | หลอดเลือดอุดตัน ผิวตาย และพบน้อยมากคือการมองเห็นผิดปกติ |
| แก้คืนได้ไหม | ไม่เกี่ยว เพราะไม่ได้เติมปริมาตร | สลายได้ด้วย Hyaluronidase (เอนไซม์สลายไฮยาลูรอนิก) |
สองแถวสุดท้ายสำคัญที่สุดค่ะ ฟิลเลอร์เปลี่ยนรูปทรงได้ทันที แต่ต้องคิดถึงภาวะแทรกซ้อนเกี่ยวกับหลอดเลือดเสมอ ข้อดีคือฟิลเลอร์ HA มีทางถอยคือสลายออกได้ถ้าจำเป็น ส่วนรีจูรันไม่ได้เปลี่ยนรูปทรง จึงไม่มีเรื่องการแก้คืนตั้งแต่ต้น
คำแนะนำจาก นพ. อี ซองอุค: คำถามที่ได้ยินบ่อยคือ «รีจูรันเติมร่องแก้มได้ไหม» การเติมเป็นหน้าที่ของฟิลเลอร์ ส่วนรีจูรันดูแลสภาพผิวเอง จำประโยคนี้ไว้ประโยคเดียว การปรึกษาจะสั้นและตรงขึ้นมากค่ะ
รีจูรันทำงานอย่างไร: กระตุ้นให้ผิวฟื้นฟู ไม่ได้เติมปริมาตร
ส่วนผสมหลักของรีจูรันคือ PN (Polynucleotide) ส่วน PDRN ที่มักได้ยินคู่กันเป็นสารกลุ่มเดียวกันที่สายสั้นกว่า งานวิจัยที่อธิบายกลไกมักใช้ชื่อ PDRN โดยรายงานว่าสารจับกับตัวรับ A2A (สวิตช์รับสัญญาณบนผิวเซลล์) แล้วกระตุ้นโกรทแฟกเตอร์อย่าง VEGF ที่ช่วยสร้างหลอดเลือดฝอยใหม่ และช่วยลดการอักเสบ
กระบวนการนี้ไม่ได้เกิดในคืนเดียว รีจูรันจึงมักทำเป็นคอร์สหลายครั้ง และสิ่งที่เปลี่ยนคือ «คุณภาพผิว» เช่น เนื้อผิว ความชุ่มชื้น ความยืดหยุ่น ไม่ใช่ปริมาตร ถ้าอยากอ่านส่วนผสมและกลไกแบบละเอียด ดูได้ที่บทความ ฉีดรีจูรันคืออะไร ค่ะ
อีกเรื่องที่มักเข้าใจผิดคือ ตุ่มนูนหลังฉีดรีจูรันเป็นแค่น้ำยาที่ค้างอยู่ในชั้นหนังแท้ชั่วคราว ไม่ใช่ปริมาตรแบบฟิลเลอร์ พอผ่านไปไม่กี่วันตุ่มยุบ รูปหน้าก็กลับเป็นเหมือนก่อนฉีดค่ะ
ฟิลเลอร์ HA ทำงานอย่างไร: เติมส่วนที่ยุบโดยตรง
ฟิลเลอร์คือการใส่สารเข้าไปในจุดที่ยุบเพื่อเติมปริมาตรโดยตรง ฟิลเลอร์ HA ที่ใช้มากที่สุดเหมาะกับร่องและริ้วรอยที่เริ่มลึก ร่างกายค่อย ๆ ย่อยสลายได้เอง และเข้ากับเนื้อเยื่อได้ดี
ฟิลเลอร์ HA ยังแบ่งตามความแข็งของเนื้อเจลด้วยค่ะ แบบนิ่มใช้กับจุดบอบบางอย่างริมฝีปากหรือรอบดวงตา แบบกลางใช้กับแก้มส่วนหน้าที่ต้องการวอลลุ่มพอดี ๆ ส่วนแบบแข็งใช้กับจมูกหรือคางที่ต้องการโครงสร้าง ร่องแก้มเหมือนกันก็อาจใช้คนละตัว ขึ้นกับความลึกของร่องและความหนาของผิว
ฟิลเลอร์เห็นรูปทรงเปลี่ยนตั้งแต่หลังฉีด แต่วันแรกยังมีอาการบวมปนอยู่ จึงควรดูรูปทรงจริงหลังยุบบวมแล้วค่ะ
ก่อนฉีดควรเช็ก 3 เรื่อง: ผลิตภัณฑ์ที่จะใช้คือสารอะไร สลายได้หรือไม่ และเคยฉีดฟิลเลอร์ตรงนั้นมาก่อนหรือเปล่า ถ้ายังมีฟิลเลอร์เก่าค้างอยู่แล้วฉีดเพิ่ม แพทย์จะกะปริมาณได้ยาก ตำราศัลยกรรมตกแต่งยังแนะนำให้จดชื่อผลิตภัณฑ์ที่ฉีดไว้ เพราะถ้ามีอาการผิดปกติภายหลัง จะรู้ได้ว่ามาจากตัวไหน
PLLA ก็เรียกว่าฟิลเลอร์ แต่ไม่ใช่สิ่งเดียวกับรีจูรัน
สารอย่าง PLLA (Poly-L-lactic acid) ก็นับเป็นฟิลเลอร์ในความหมายกว้าง แต่เป็นแบบกระตุ้น คืออนุภาคเล็ก ๆ ในชั้นหนังแท้ส่วนลึกช่วยกระตุ้นการสร้างคอลลาเจน และเห็นผลช้าเหมือนรีจูรัน หลายคนจึงสับสน ทั้งที่ส่วนผสมและเป้าหมายต่างกัน ถ้าลังเลระหว่างกลุ่มนี้กับรีจูรัน อ่านต่อได้ที่ จูเวลุค กับ รีจูรัน ต่างกันยังไง ค่ะ
คำแนะนำจาก นพ. อี ซองอุค: เวลาปรึกษาเรื่องฟิลเลอร์ หมอดู «ยุบตรงไหน» ก่อน «ใส่เท่าไหร่» เพราะถ้าสาเหตุคือไขมัน กระดูก หรือผิว ความลึกและผลิตภัณฑ์ก็ต่างกัน และนั่นคือสิ่งที่ทำให้ผลออกมาดูเป็นธรรมชาติค่ะ
รีจูรัน หรือ ฟิลเลอร์ แบบไหนดี? เลือกตามปัญหาที่เห็นในกระจก
การเลือกระหว่างรีจูรันกับฟิลเลอร์ควรเริ่มจาก «จุดที่สะดุดตาที่สุดเวลาส่องกระจก» มากกว่าอายุ ลองดูตารางเลือกตามปัญหานี้ค่ะ
ตารางเลือกตามปัญหา: ผิว vs ร่องที่ยุบ vs หย่อนคล้อย
| ปัญหาหลัก | ควรปรึกษาเรื่อง | เหตุผล |
|---|---|---|
| ริ้วรอยเล็ก ๆ ผิวหยาบ รูขุมขนกว้าง ผิวบางลง | รีจูรัน | เป็นเรื่องคุณภาพผิวมากกว่าปริมาตร |
| ร่องแก้มลึก แก้มส่วนหน้าแบน ขมับตอบ ใต้ตาลึก รูปหน้า | ฟิลเลอร์ | ต้องเติมช่องว่างจึงจะแก้ได้ |
| ผิวหยาบด้วย และมีจุดที่ยุบด้วย | ปรึกษาแบบใช้ร่วมกัน | สองปัญหาซ้อนกัน ต้องแบ่งลำดับและตำแหน่ง |
| หย่อนคล้อยเป็นปัญหาหลัก | ปรึกษาเรื่องการยก (ลิฟติ้ง) | ทั้งสองวิธีมีขีดจำกัดในการยกส่วนที่หย่อน |
แถวสุดท้ายขอย้ำค่ะ ตำราศัลยกรรมตกแต่งระบุว่าฟิลเลอร์ใช้แทนการผ่าตัดไม่ได้ในกรณีที่เนื้อเยื่อหย่อนลงและผิวคลายตัวไปมากแล้ว และข้อห้ามที่สำคัญที่สุดคือการคาดหวังผลที่เกินจริง ถ้าแก้มตกจนกรอบหน้าเสีย การเติมหรือปรับเนื้อผิวอย่างเดียวจะได้ผลไม่ตรงใจ ควรคุยเรื่องการยกกระชับร่วมด้วย
3 กรณีที่พบบ่อยในห้องตรวจ
«ช่วงนี้แต่งหน้าแล้วไม่ติด ริ้วรอยเยอะขึ้น» ถ้ารูปหน้ายังเหมือนเดิม แต่ผิวแห้งและบางลง ปัญหามักอยู่ที่คุณภาพผิว กรณีนี้มักเริ่มจากรีจูรัน แล้วดูการเปลี่ยนแปลงไปทีละครั้ง
«มีคนทักบ่อยว่าดูเหนื่อย» ใต้ตาลึกหรือแก้มส่วนหน้าแบนจนเกิดเงา มักเป็นเรื่องปริมาตร รีจูรันอย่างเดียวเติมเงานี้ไม่ได้ จึงควรปรึกษาฟิลเลอร์ก่อน แต่ใต้ตาผิวบาง แพทย์ต้องคิดถึงภาวะ Tyndall (ฟิลเลอร์ตื้นเกินจนเห็นเป็นสีฟ้าอมเทา) ด้วย จึงค่อย ๆ ใส่ทีละน้อย
«เป็นทั้งสองอย่าง» กรณีนี้ไม่น้อยเลยค่ะ หัวใจของการปรึกษาคือจะเริ่มตรงไหนก่อน และทำวันเดียวหรือแยกวัน การวางลำดับแล้วทำทีละขั้นช่วยให้ประเมินผลได้ง่ายกว่าทำทุกอย่างพร้อมกันเยอะ ๆ
อายุเป็นแค่ตัวช่วย ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสิน
อายุ 20 กว่าแต่มีจุดที่ยุบ ก็ปรึกษาฟิลเลอร์ได้ อายุ 50 แต่กังวลเรื่องเนื้อผิวเป็นหลัก ก็เริ่มจากรีจูรันได้ อายุบอกแค่แนวโน้มของปัญหา ไม่ได้เลือกแทนคุณค่ะ
ก่อนตัดสินใจ ลองดูปัจจัยเหล่านี้ประกอบด้วย:
- มีงานสำคัญใกล้ ๆ: ทั้งสองวิธีอาจบวมหรือช้ำได้ ควรเผื่อเวลาให้พอ
- มาคลินิกหลายครั้งได้ไหม: รีจูรันมักต้องทำหลายครั้ง ควรเช็กตารางล่วงหน้า
- แผนการดูแลระยะยาว: รีจูรันดูที่จำนวนครั้งและรอบการทำซ้ำ ฟิลเลอร์ดูที่รอบการฉีดซ้ำของแต่ละตำแหน่ง
- บินจากไทยมาเกาหลี: ฟิลเลอร์จบในวันเดียวแต่ควรเผื่อวันให้ยุบบวมก่อนขึ้นเครื่อง ส่วนคอร์สรีจูรันต้องเว้นระยะหลายสัปดาห์ จึงควรวางแผนจำนวนทริปกับแพทย์ตั้งแต่แรก
ค่าใช้จ่ายขึ้นอยู่กับปัจจัยใด
ค่าใช้จ่ายของรีจูรันขึ้นกับจำนวนครั้งในคอร์ส สูตรที่ใช้ และรอบการทำซ้ำ ส่วนฟิลเลอร์ขึ้นกับตำแหน่ง ปริมาณที่ใช้ ผลิตภัณฑ์ และรอบการฉีดซ้ำ เพราะแต่ละคนต่างกัน จึงขอให้ปรึกษาเพื่อรับราคาเฉพาะบุคคลค่ะ
คำแนะนำจาก นพ. อี ซองอุค: พอเริ่มปรึกษา หมอจะขอให้ «ชี้จุดที่สะดุดตาที่สุดเวลาส่องกระจก» ถ้านิ้วลูบไปตามผิว มักเป็นเรื่องของรีจูรัน ถ้านิ้วกดลงไปในจุดที่ยุบ มักเป็นเรื่องของฟิลเลอร์ค่ะ
ขั้นตอนในวันทำ รีจูรัน กับ ฟิลเลอร์ ต่างกันตรงไหน
ภาพรวมของวันทำเหมือนกัน ต่างกันแค่วิธีฉีด รีจูรันฉีดปริมาณน้อยในชั้นตื้นกระจายหลายจุด ส่วนฟิลเลอร์ฉีดในความลึกที่วางแผนไว้เท่าที่จำเป็น แล้วเช็กรูปทรงค่ะ
- ปรึกษาและตรวจ: ดูจุดที่กังวล ยาที่กินอยู่ และประวัติการทำหัตถการก่อนหน้า
- ทายาชา: ทาครีมชาบริเวณที่จะฉีด แล้วรอประมาณ 30 นาที
- ฉีด: รีจูรันฉีดถี่ ๆ ในชั้นหนังแท้ ฟิลเลอร์ฉีดตามความลึกของแต่ละตำแหน่ง
- ปลอบประโลมผิว: ใช้มาสก์หรือแผ่นเย็นลดความร้อนและรอยแดง
รีจูรันมีหลายสูตร เช่น Rejuran Healer, รีจูรัน HB, Rejuran i และ Rejuran s แพทย์เลือกตามตำแหน่งและเป้าหมาย เช่น รอบดวงตาที่ผิวบาง หรือรอยแผลหลุมเฉพาะจุดค่ะ
เห็นผลเมื่อไหร่ อยู่ได้นานแค่ไหน และพักฟื้นกี่วัน
เรื่องเวลาคือจุดที่รู้สึกต่างกันชัดที่สุดค่ะ ฟิลเลอร์เปลี่ยนรูปทรงตั้งแต่วันที่ฉีด ส่วนรีจูรันค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพผิวในหลายสัปดาห์
รีจูรัน: ค่อย ๆ เปลี่ยนตามจำนวนครั้ง
รีจูรันมักทำเป็นคอร์สประมาณ 3 ครั้ง ห่างกัน 2–4 สัปดาห์ แต่จำนวนครั้งและระยะห่างต่างกันตามสภาพผิวและคลินิก และแพทย์จะกำหนดหลังตรวจ ครั้งแรกผิวอาจดูหยาบกว่าเดิมเพราะตุ่มนูนและอาการบวม ความต่างจะค่อย ๆ ตามมาทีหลัง
ระหว่างแต่ละครั้ง แพทย์ดูว่าผิวตอบสนองอย่างไร ตุ่มยุบเร็วแค่ไหน ความแห้งหรือการแต่งหน้าไม่ติดดีขึ้นไหม แนะนำให้ถ่ายรูปในแสงเดียวกันไว้เทียบ เพราะผลค่อยเป็นค่อยไป ส่องกระจกทุกวันอาจมองไม่ออกค่ะ
ฟิลเลอร์: เห็นรูปทรงทันที แต่ระยะอยู่ได้ต่างกันตามผลิตภัณฑ์
ฟิลเลอร์อยู่ได้ราว 6 เดือนถึง 2 ปี ขึ้นกับผลิตภัณฑ์ ตำแหน่ง ปริมาณ และความลึก บริเวณที่ขยับบ่อยอย่างรอบปากมักลดลงเร็วกว่า ส่วนจุดที่ขยับน้อยมักอยู่ได้นานกว่า
ตำราผิวหนังด้านความงามอธิบายว่า ตอนพิจารณาฟิลเลอร์ องค์การอาหารและยาสหรัฐฯ ขอผลศึกษาด้านความปลอดภัยและประสิทธิผล แต่ไม่ได้กำหนดให้ศึกษาว่าอยู่ได้นานแค่ไหน ตัวเลขระยะเวลาจึงมาจากประสบการณ์เป็นส่วนใหญ่ และข้อมูลรุ่นก่อนในตำราเดียวกันระบุว่าฟิลเลอร์คอลลาเจนและไฮยาลูรอนิกอยู่ได้ราว 4–9 เดือน
สรุปคือระยะเวลาที่เห็นในโฆษณาเป็นแค่ค่าอ้างอิง ความทนทานขึ้นกับส่วนผสม เจลที่เป็นตัวพา ปริมาณ และความลึก ถามแพทย์ว่า «ตำแหน่งนี้ กับไลฟ์สไตล์แบบนี้ น่าจะอยู่ได้ราวเท่าไหร่» จะได้คำตอบที่ใกล้ความจริงกว่าค่ะ
คำแนะนำจาก นพ. อี ซองอุค: ถ้าถามเรื่องระยะเวลา หมอไม่ตอบเป็นตัวเลขเดียว แต่บอกเป็นช่วงว่า «ตำแหน่งนี้ ปริมาณนี้ ประมาณช่วงนี้» เพราะผลิตภัณฑ์เดียวกันฉีดรอบปากกับขมับก็อยู่ได้ไม่เท่ากันค่ะ
การดูแลหลังทำที่ใช้ร่วมกันได้ทั้งสองแบบ
- วันที่ทำ งดแต่งหน้าจัด และรักษาความสะอาดบริเวณที่ฉีด
- จนกว่าจะยุบบวม เลี่ยงซาวน่า แช่น้ำร้อน ออกกำลังกายหนัก และแอลกอฮอล์
- บริเวณที่ฉีดฟิลเลอร์ อย่ากดหรือนวดแรง ๆ ถ้าแพทย์ไม่ได้แนะนำ
- ทาครีมกันแดดให้ทั่ว
อาการบวมและช้ำของทั้งสองวิธีมักค่อย ๆ หายไปเอง ตำราศัลยกรรมตกแต่งระบุว่า อาการบวมเป็นพัก ๆ หลังฉีดฟิลเลอร์มักหายภายใน 2–6 สัปดาห์ แต่อาการเตือนในหัวข้อถัดไปห้ามรอ ต้องติดต่อคลินิกทันทีค่ะ
ผลข้างเคียงของ รีจูรัน กับ ฟิลเลอร์ ต่างกันอย่างไร
ทั้งสองวิธีใช้เข็มฉีด จึงอาจบวม ช้ำ และเจ็บได้เหมือนกัน ความต่างอยู่ที่ «ภาวะที่พบน้อยแต่สำคัญ» การรู้ว่าแต่ละวิธีต้องระวังอะไร มีประโยชน์กว่าการตัดสินว่าตัวไหนปลอดภัยกว่าค่ะ
รีจูรัน: ตุ่มนูนจากการฉีด บวม ช้ำ
รีจูรันฉีดตื้นหลายจุด จึงเกิดตุ่มนูนตามรอยเข็ม อาจบวม ช้ำ หรือเจ็บแปลบ ๆ ซึ่งมักยุบในไม่กี่วัน พบน้อยที่อาจติดเชื้อหรือเป็นก้อนที่ไม่ยุบ ถ้าผิดสังเกตให้แจ้งคลินิก วิธีดูแลอ่านได้ที่ ตุ่มนูนหลังฉีดรีจูรัน ค่ะ
ฟิลเลอร์: แบ่งตามช่วงเวลาที่เกิดอาการ
ตำราเรื่องภาวะแทรกซ้อนจากฟิลเลอร์แบ่งอาการตามช่วงเวลาที่เกิดเป็น 3 กลุ่ม รู้ไว้จะช่วยให้รู้ว่าหลังฉีดต้องสังเกตอะไร
- หลังฉีดทันที: ช้ำ บวม และพบน้อยมากคือการมองเห็นผิดปกติ
- 1 วันถึง 1 สัปดาห์: บวม ผิวแดง อักเสบ แพ้ หรือผิวตาย
- หลัง 1 สัปดาห์: รอยคล้ำ ฟิลเลอร์เคลื่อนที่ ภูมิไวเกินชนิดล่าช้า และแกรนูโลมา (ก้อนอักเสบเล็ก ๆ)
ตำราระบุว่า ภาวะภูมิไวเกินชนิดล่าช้ามักเกิดหลังฉีดฟิลเลอร์ 2 สัปดาห์ขึ้นไป เช่น ตอนแรกปกติดี แล้วไม่กี่สัปดาห์ต่อมาบวมและแข็งขึ้น อาการที่มาช้าจึงไม่ควรมองข้ามค่ะ ตำราผิวหนังด้านความงามยังกล่าวถึงภาวะระยะยาวอื่น ๆ เช่น การติดเชื้อ เริมกำเริบ (โดยเฉพาะหลังฉีดปาก) และไบโอฟิล์ม ซึ่งแพทย์ต้องรักษาตามสาเหตุ
อีกเรื่องคือ ถ้าฟิลเลอร์อยู่ตื้นเกินไปในจุดที่ผิวบาง อาจเห็นเป็นสีฟ้าอมเทาที่เรียกว่าภาวะ Tyndall จุดอย่างใต้ตาจึงต้องดูความหนาผิวแล้วใส่ทีละน้อย
ตำราด้านหัตถการความงามยังชี้ว่า สารตกค้างอย่าง BDDE (สารเชื่อมโยงเจล) หรือสิ่งเจือปนอาจกระตุ้นการอักเสบได้ จึงควรใช้ผลิตภัณฑ์ HA ที่บริสุทธิ์และมีที่มาชัดเจน
ภาวะหลอดเลือดอุดตันและยาสลายฟิลเลอร์ (Hyaluronidase)
เรื่องที่ให้น้ำหนักที่สุดของฟิลเลอร์คือภาวะแทรกซ้อนทางหลอดเลือด ถ้าฟิลเลอร์ไปอุดหรือกดหลอดเลือด ผิวที่หลอดเลือดนั้นเลี้ยงจะขาดเลือด ตำราด้านหัตถการความงามและตำราผิวหนังด้านความงามต่างระบุตรงกันว่า นี่คือภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลที่สุด และสำหรับฟิลเลอร์ HA การสลายด้วย Hyaluronidase คือการรักษาหลัก คลินิกที่ฉีดฟิลเลอร์ HA จึงควรมียานี้เตรียมไว้ตลอด
ถ้ามีอาการเหล่านี้ระหว่างหรือหลังฉีด อย่าทน ให้ติดต่อคลินิกที่ฉีดทันทีค่ะ
- ผิวซีดขาว หรือมีลายตาข่ายสีม่วง
- เจ็บบริเวณที่ฉีดมากขึ้นเรื่อย ๆ
- ตาพร่ามัว หรือการมองเห็นผิดปกติ
เพื่อลดรอยช้ำ ให้แจ้งแพทย์ก่อนว่ากินยาหรืออาหารเสริมที่ทำให้เลือดใสอยู่หรือไม่ อย่าหยุดยาเอง ให้ปรึกษาแพทย์ก่อน และถ้าเคยแพ้ผึ้งต่อย ควรบอกแพทย์ด้วย เพราะตำราศัลยกรรมตกแต่งเตือนว่าอาจแพ้ข้ามกับ Hyaluronidase ได้ค่ะ
คำแนะนำจาก นพ. อี ซองอุค: สำหรับฝั่งแพทย์ผู้ฉีด สิ่งที่ต้องเตรียมสำคัญที่สุดไม่ใช่ตัวผลิตภัณฑ์ แต่คือ Hyaluronidase กับช่องทางติดต่อที่เร็ว ก่อนฉีดหมอจึงแจ้งช่องทางติดต่อทุกครั้ง เพื่อให้โทรได้ทันทีถ้ามีอาการผิดปกติค่ะ
ฉีดรีจูรันกับฟิลเลอร์พร้อมกันได้ไหม?
ทำร่วมกันได้ เพราะสองวิธีทำงานต่างกัน และบางกรณีทำในวันเดียวกัน แต่ไม่มีลำดับที่ถูกต้องแบบเดียว จะทำวันเดียว แยกวัน หรือเริ่มอะไรก่อน แพทย์ตัดสินหลังตรวจ ตามตำแหน่งและผลิตภัณฑ์ที่ใช้ค่ะ
วันเดียวกันหรือแยกวัน: ขึ้นกับตำแหน่งและผลิตภัณฑ์
ตัวอย่างเช่น การฉีดรีจูรันถี่ ๆ ทับตำแหน่งที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์ กับการฉีดฟิลเลอร์ที่แก้มส่วนหน้า แล้วฉีดรีจูรันทั่วใบหน้า เป็นแผนที่ต่างกันโดยสิ้นเชิง จึงตอบแบบเหมาเดียวว่า «ฟิลเลอร์ก่อน รีจูรันทีหลัง» ไม่ได้
คำแนะนำจาก นพ. อี ซองอุค: ถ้าอยากทำร่วมกัน หมอจะวาด «แผนที่ใบหน้า» ก่อนว่าฟิลเลอร์ลงตรงไหน รีจูรันลงตรงไหน บางกรณีทำวันเดียวได้ แต่ถ้าตำแหน่งทับกัน หมออาจแนะนำให้แยกวันค่ะ
อย่าสับสนกับร้อยไหมและโบท็อกซ์
เวลาปรึกษาเรื่องรีจูรันกับฟิลเลอร์ มักมีร้อยไหมและโบท็อกซ์เข้ามาด้วย ทั้งหมดมีเป้าหมายต่างกัน แบ่งง่าย ๆ เป็น 4 ทางค่ะ
- ร้อยไหม: ใช้ไหมละลาย (เช่น PDO, PCL) ใต้ผิวเพื่อยกและพยุงเนื้อเยื่อที่หย่อน เหมาะเมื่อหย่อนคล้อยเป็นปัญหาหลัก
- โบท็อกซ์: ลดการขยับของกล้ามเนื้อชั่วคราว ช่วยริ้วรอยที่เกิดเวลาแสดงสีหน้า เช่น หว่างคิ้ว หน้าผาก หางตา
- ฟิลเลอร์: ร่องลึกที่เห็นแม้หน้านิ่ง
- รีจูรัน: ริ้วรอยเล็ก ๆ บนผิวและเนื้อผิว
ลองทดสอบหน้ากระจกดูค่ะ ทำสีหน้าแล้วคลาย ถ้าริ้วรอยหายไปเมื่อคลาย มักเป็นเรื่องโบท็อกซ์ ถ้าคลายแล้วร่องยังอยู่ มักเป็นเรื่องฟิลเลอร์ ถ้าเห็นผิวหยาบก่อนริ้วรอย มักเป็นเรื่องรีจูรัน
คำถามที่พบบ่อย: รีจูรัน กับ ฟิลเลอร์
รีจูรันช่วยเติมร่องลึกแบบฟิลเลอร์ได้ไหม?
ไม่ได้ค่ะ รีจูรันไม่ได้เติมปริมาตร แต่ช่วยให้ผิวอยู่ในสภาพที่ฟื้นตัวได้ดี เพื่อดูแลความยืดหยุ่นและเนื้อผิว ถ้าต้องการเติมร่องที่ยุบ ควรปรึกษาเรื่องฟิลเลอร์แยกต่างหาก
ถ้าไม่ชอบผลฟิลเลอร์ แก้คืนได้ไหม?
ถ้าเป็นฟิลเลอร์ HA สลายได้ด้วย Hyaluronidase ค่ะ แต่ฟิลเลอร์ส่วนผสมอื่นบางชนิดไม่มียาสลาย จึงควรถามให้ชัดก่อนฉีดว่าใช้สารอะไร
รีจูรัน กับ ฟิลเลอร์ แบบไหนเห็นผลเร็วกว่า?
ฟิลเลอร์เห็นรูปทรงเปลี่ยนเร็วกว่า ตั้งแต่หลังฉีด แต่ควรดูผลจริงหลังยุบบวม ส่วนรีจูรันค่อย ๆ เปลี่ยนสภาพผิวในหลายสัปดาห์ค่ะ
ฉีดรีจูรันกับฟิลเลอร์วันเดียวกันได้ไหม?
บางกรณีทำวันเดียวกันได้ แต่แพทย์ตัดสินหลังตรวจค่ะ ขึ้นกับว่าตำแหน่งทับกันไหมและใช้ผลิตภัณฑ์อะไร บางครั้งจึงแยกวันและสลับลำดับ
ควรเริ่มทำตอนอายุเท่าไหร่?
ไม่มีอายุที่กำหนดตายตัวค่ะ ใช้ชนิดของปัญหาเป็นเกณฑ์ ถ้ากังวลเรื่องเนื้อผิวให้ปรึกษารีจูรัน ถ้ากังวลเรื่องจุดที่ยุบให้ปรึกษาฟิลเลอร์
สองวิธีนี้ใช้แทนกันได้ไหม?
ใช้แทนกันไม่ได้ค่ะ เพราะแก้ปัญหาคนละเรื่อง รีจูรันดูแลคุณภาพผิว ฟิลเลอร์เติมปริมาตร และถ้าหย่อนคล้อยมาก ทั้งสองวิธีก็มีขีดจำกัด ควรปรึกษาเรื่องการยกกระชับร่วมด้วย
ควรเลือกแบบไหนดี และควรถามแพทย์เรื่องอะไร?
สรุปว่ารีจูรัน กับ ฟิลเลอร์ ต่างกันยังไงในทางปฏิบัติ: ถ้ากังวลเรื่องเนื้อผิวและผิวบาง เริ่มจากรีจูรัน ถ้ากังวลเรื่องจุดที่ยุบและรูปหน้า เริ่มจากฟิลเลอร์ ถ้าเป็นทั้งสองอย่าง วางแผนใช้ร่วมกัน และถ้าหย่อนคล้อยเป็นหลัก ให้ปรึกษาเรื่องการยก รีจูรันกับฟิลเลอร์ไม่ได้แข่งกัน แค่รับผิดชอบคนละปัญหาค่ะ
ก่อนไปพบแพทย์ ลองเตรียมคำถามเหล่านี้ไว้:
- ปัญหาหลักของฉันคือเนื้อผิว ปริมาตร หรือความหย่อนคล้อย?
- ผลิตภัณฑ์ที่จะใช้คือสารอะไร และสลายได้ไหม?
- ต้องทำกี่ครั้ง แต่ละครั้งห่างกันเท่าไหร่?
- ถ้าทำทั้งสองอย่าง ควรทำวันเดียวกันหรือแยกวัน?
- ถ้ามีอาการผิดปกติหลังฉีด ติดต่อทางไหนได้ทันที?
ถ้าอยากอ่านข้อมูลต่างประเทศเพิ่มเติม แนะนำ DermNet: Fillers และ ASPS: Dermal Fillers ซึ่งอธิบายชนิดและความเสี่ยงของฟิลเลอร์ในภาษาที่คนทั่วไปเข้าใจได้ค่ะ
ที่โรงพยาบาลศัลยกรรม และแผนกผิวมาอิน ย่านกังนัม กรุงโซล แพทย์จะตรวจก่อนว่าปัญหาของคุณเป็นเรื่องคุณภาพผิว ปริมาตร หรือความหย่อนคล้อย แล้วค่อยวางแผนวิธีที่เหมาะ ดูรายละเอียดบริการได้ที่ ฉีดรีจูรัน ฮีลเลอร์ และ ฉีดฟิลเลอร์ที่โรงพยาบาลศัลยกรรม และแผนกผิวมาอิน ค่ะ
ทักแชทเข้ามาปรึกษาฟรีผ่าน LINE: @339fwnst หรือโทรสายตรงล่ามไทย +82-10-6864-1175 ค่ะ
เขียนและตรวจทานโดย: นพ. อี ซองอุค ศัลยแพทย์ตกแต่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศัลยกรรม และแผนกผิวมาอิน (กังนัม โซล)
※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ







