หลักการทำงานของรีจูรัน คือการใช้ PN/PDRN ซึ่งเป็นสายดีเอ็นเอสั้นๆ ที่สกัดจาก DNA ปลาแซลมอน ฉีดเข้าชั้นหนังแท้เพื่อ ‘ส่งสัญญาณ’ ให้เซลล์ไฟโบรบลาสต์สร้างคอลลาเจน อีลาสติน และโครงสร้างรอบเซลล์ (ECM) ขึ้นเอง ไม่ใช่การเติมปริมาตรเข้าไปตรงๆ ค่ะ
หลายคนเคยได้ยินว่ารีจูรันคือ “ฉีด DNA ปลาแซลมอน” แต่พอถามต่อว่า DNA นั้นเข้าไปทำอะไรในผิว ทำไมฉีดเสร็จแล้วยังไม่เห็นผลทันที และงานวิจัยรองรับแค่ไหน คำตอบมักไม่ชัดค่ะ บทความนี้จะพาไล่ดูหลักการทำงานของรีจูรันทีละขั้น ตั้งแต่สัญญาณแรกบนผิวเซลล์ จนถึงวันที่ผิวมีคอลลาเจนใหม่ พร้อมบอกตรงๆ ว่าอะไรที่ยังสรุปไม่ได้
ก่อนอ่าน ขอสรุปคำสำคัญ 4 คำให้เข้าใจง่ายก่อนค่ะ
- PN / PDRN: สายดีเอ็นเอสั้นๆ ที่สกัดและทำให้บริสุทธิ์จากปลาแซลมอน เป็นส่วนผสมหลักของรีจูรัน
- ตัวรับ A2A: “ปุ่มรับสัญญาณ” บนผิวเซลล์ เมื่อมีสารมาจับ เซลล์จะเริ่มทำงานบางอย่าง
- ไฟโบรบลาสต์ (Fibroblast): เซลล์ช่างก่อสร้างในชั้นหนังแท้ ทำหน้าที่สร้างคอลลาเจนและอีลาสติน
- ECM (Extracellular Matrix): โครงสร้างรอบเซลล์ เปรียบเหมือน “ปูน” ที่ยึดเสาและอุ้มน้ำไว้ในผิว
ถ้าอยากให้ทีมช่วยดูสภาพผิวก่อน ทักแชทเข้ามาปรึกษาได้ที่ LINE: @339fwnst ค่ะ
สารบัญ
หลักการทำงานของรีจูรันคืออะไร? ‘ส่งสัญญาณ’ ไม่ใช่ ‘เติมเต็ม’
ถ้าแบ่งสกินบูสเตอร์และสารฉีดผิวออกเป็นสองกลุ่มใหญ่ จะได้แบบ “เติมเต็ม” กับแบบ “กระตุ้นการฟื้นฟู” ค่ะ ฟิลเลอร์ไฮยาลูรอนิก (HA) อยู่ในกลุ่มแรก คือฉีดเข้าไปแล้วเนื้อสารเองเป็นตัวเพิ่มปริมาตร ส่วนรีจูรันอยู่ในกลุ่มหลัง คือฉีดเข้าไปเพื่อบอกให้ผิว “ลงมือซ่อมแซมตัวเอง”
เพราะอย่างนี้ หลักการทำงานของรีจูรันจึงต้องอาศัยเวลา ผิวต้องรับสัญญาณ เซลล์ต้องตื่นตัว แล้วจึงค่อยๆ สร้างเนื้อเยื่อใหม่ขึ้นมา ผลที่ได้จึงมาแบบค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่หน้าอิ่มขึ้นในวันรุ่งขึ้นค่ะ

PN กับ PDRN คืออะไร (สรุปสั้น)
PN (Polynucleotide) คือส่วนผสมหลักของรีจูรัน ส่วน PDRN (Polydeoxyribonucleotide) เป็นสารในตระกูลเดียวกันแต่มีสายสั้นกว่า งานวิจัยส่วนใหญ่ที่อธิบายกลไกในระดับเซลล์ใช้คำว่า PDRN บทความนี้จึงเล่ากลไกตามคำที่ใช้ในงานวิจัยค่ะ ถ้าอยากรู้ภาพรวมของส่วนผสมก่อน อ่านต่อได้ที่ รีจูรัน PDRN คืออะไร
ทำไมต้องเป็น DNA ปลาแซลมอน
DNA ของทุกสิ่งมีชีวิต รวมทั้งปลาแซลมอนและคน ประกอบขึ้นจากหน่วยย่อยแบบเดียวกันที่เรียกว่านิวคลีโอไทด์ค่ะ ผู้ผลิตจึงเลือกสกัด DNA จากปลาแซลมอน แล้วผ่านกระบวนการทำให้บริสุทธิ์ก่อนนำมาใช้ แต่ไม่ได้แปลว่าร่างกายทุกคนจะไม่มีปฏิกิริยาเลย คนที่มีประวัติแพ้ควรแจ้งแพทย์ก่อนเสมอ
ขนาดโมเลกุล (ความยาวสาย) สำคัญอย่างไร
สารชื่อเดียวกันไม่ได้ทำงานเหมือนกันเสมอไปค่ะ ในเอกสารทางการแพทย์มีการชี้ว่าช่วงความยาวของสาย DNA (หรือที่เรียกว่าช่วงน้ำหนักโมเลกุล) มีผลต่อการออกฤทธิ์และคุณภาพของการหายของแผล ผลิตภัณฑ์ที่ผ่านการควบคุมมาตรฐานจึงต้องคุมช่วงความยาวสายให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: ในห้องตรวจ มีคนถามบ่อยมากว่า “ฉีดรีจูรันแล้วหน้าจะอิ่มขึ้นไหม” รีจูรันไม่ใช่เข็มที่เติมเต็ม แต่เป็นเข็มที่ช่วยให้ผิวฟื้นฟูตัวเอง ส่วนใหญ่จึงรู้สึกถึงความต่างที่เนื้อผิวในอีกหลายสัปดาห์ต่อมา มากกว่าตอนส่องกระจกวันรุ่งขึ้นค่ะ
4 ขั้นของสัญญาณ: จากตัวรับ A2A ถึงเซลล์ไฟโบรบลาสต์
ลองนึกภาพว่าผิวเป็นไซต์ก่อสร้าง PDRN คือคนส่งข่าว ตัวรับ A2A คือกริ่งหน้าประตู และไฟโบรบลาสต์คือทีมช่างค่ะ การทำงานแบ่งได้เป็น 4 ขั้นดังนี้
- PDRN จับตัวรับ A2A บนผิวเซลล์ เหมือนกดกริ่งเพื่อเริ่มส่งสัญญาณ
- เซลล์หลั่งโกรทแฟกเตอร์ และกระตุ้นการสร้างหลอดเลือดฝอย ทำให้เลือดและสารอาหารไปถึงบริเวณนั้นดีขึ้น
- ไฟโบรบลาสต์ตื่นตัว แบ่งตัว และเริ่มสร้างโครงชั่วคราว
- ปรับโครงสร้าง โครงชั่วคราวค่อยๆ ถูกจัดเรียงใหม่เป็นคอลลาเจนที่แข็งแรงขึ้น
ขั้นที่ 1 PDRN จับตัวรับอะดีโนซีน A2A บนผิวเซลล์
ในสาย DNA มีองค์ประกอบที่ชื่ออะดีโนซีน (adenosine) ซึ่งร่างกายใช้เป็นสารส่งสัญญาณอยู่แล้วตามธรรมชาติค่ะ งานวิจัยระบุว่าตัวรับอะดีโนซีนในร่างกายมี 4 ชนิด คือ A1, A2A, A2B และ A3 และในจำนวนนี้ ตัวรับ A2A เป็นกลไกหลักที่เกี่ยวกับการควบคุมการอักเสบ ภาวะเลือดไปเลี้ยงไม่พอ การแบ่งตัวของเซลล์ และการสร้างหลอดเลือดใหม่
PDRN ทำหน้าที่เป็นตัวกระตุ้น (agonist) ของตัวรับ A2A กล่าวง่ายๆ คือ PDRN ไม่ได้เข้าไปเปลี่ยนแปลงอะไรในนิวเคลียสของเซลล์ แต่ไป “กดกริ่ง” ที่ผิวเซลล์ให้เซลล์รู้ว่าถึงเวลาซ่อมแซมแล้วค่ะ บทความทบทวนกลไกใน งานวิจัยใน Molecules (2023) (ภาษาอังกฤษ) ได้สรุปกลไกของ PDRN ผ่านตัวรับ A2A ไว้ค่ะ แต่งานนี้ทดลองกับ PDRN ที่สกัดจากโสม จึงใช้อ้างอิงได้เฉพาะกลไกทั่วไป ไม่ใช่ข้อมูลของรีจูรันโดยตรง
ขั้นที่ 2 กระตุ้นโกรทแฟกเตอร์ (VEGF·FGF) และหลอดเลือดฝอย
เมื่อตัวรับ A2A ถูกกระตุ้น เซลล์จะหลั่งโกรทแฟกเตอร์หลายชนิด โกรทแฟกเตอร์คือ “ข้อความสั่งงาน” ที่บอกเซลล์รอบข้างว่าต้องทำอะไรต่อค่ะ
- VEGF: ช่วยให้เกิดหลอดเลือดฝอยใหม่ เลือดไหลเวียนดีขึ้น ผิวจึงได้รับออกซิเจนและสารอาหารมากขึ้น
- FGF, PDGF, TGF-β: ในตำราการหายของแผล โกรทแฟกเตอร์กลุ่มนี้เป็นตัวควบคุมการแบ่งตัวของไฟโบรบลาสต์และการสร้างคอลลาเจน (เป็นสรีรวิทยาทั่วไปของการซ่อมแซมผิว ไม่ใช่ตัวเลขเฉพาะของรีจูรัน)
นอกจากนี้ สัญญาณผ่าน A2A ยังช่วยลดการอักเสบ ซึ่งเป็นเหตุผลที่ PDRN ถูกศึกษาในงานรักษาแผลมาก่อนจะมาใช้ด้านความงามค่ะ
ขั้นที่ 3 ไฟโบรบลาสต์ตื่นตัว แบ่งตัว และเริ่มสร้างโครงใหม่
ไฟโบรบลาสต์อยู่ในชั้นหนังแท้อยู่แล้ว แต่เมื่ออายุมากขึ้นหรือผิวเจอแดดและความเครียดสะสม เซลล์เหล่านี้จะทำงานช้าลงค่ะ เมื่อได้รับโกรทแฟกเตอร์ ไฟโบรบลาสต์จะเริ่มแบ่งตัวเพิ่มและกลับมาสร้างเนื้อเยื่อ
ตำราศัลยกรรมตกแต่งอธิบายว่า ไฟโบรบลาสต์จะสร้างโครงชั่วคราวที่ประกอบด้วยคอลลาเจนชนิดที่ 3 ไกลโคซามิโนไกลแคน (สารที่ช่วยอุ้มน้ำ) และไฟโบรเนกติน (โปรตีนที่ช่วยยึดเกาะ) ก่อนจะเข้าสู่ระยะปรับโครงสร้าง โครงชั่วคราวนี้เปรียบเหมือนนั่งร้านที่ตั้งไว้ก่อนเทปูนจริงค่ะ
ขั้นที่ 4 จากโครงชั่วคราวสู่คอลลาเจนที่แข็งแรงขึ้น
ในระยะปรับโครงสร้าง (remodeling) คอลลาเจนชนิดที่ 3 ที่สร้างไว้ก่อนจะค่อยๆ ถูกจัดเรียงใหม่และแทนที่ด้วยคอลลาเจนชนิดที่ 1 ซึ่งแข็งแรงกว่า เส้นใยจะเรียงตัวเป็นระเบียบมากขึ้น นี่คือช่วงที่ผิวเริ่มดูแน่นและเรียบขึ้น
สิ่งสำคัญคือ หลักการทำงานของรีจูรันบอกเราเรื่อง “ทิศทาง” ไม่ใช่ “ความเร็ว” หรือ “กี่เปอร์เซ็นต์” ค่ะ ผิวแต่ละคนตอบสนองต่างกัน ใครที่สัญญาว่าภายในกี่สัปดาห์ผิวจะดีขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์โดยไม่มีแหล่งอ้างอิง ควรฟังอย่างระวัง
คอลลาเจน อีลาสติน และ ECM: รีจูรันกระตุ้นคอลลาเจนอย่างไรให้ผิวแน่นขึ้น
ถ้าเปรียบชั้นหนังแท้เป็นกำแพงบ้าน จะมีสามส่วนที่ต้องทำงานร่วมกันค่ะ
คอลลาเจน = โครงเหล็กของผิว
คอลลาเจนคือเส้นใยโปรตีนที่ให้ความแข็งแรงและความหนาแน่นกับผิว เมื่อโครงเหล็กนี้บางลง ผิวจะเริ่มดูหย่อน มีริ้วรอย และรูขุมขนดูกว้างขึ้น การที่รีจูรันกระตุ้นคอลลาเจนผ่านไฟโบรบลาสต์ จึงเป็นการช่วยซ่อมโครงเหล็กจากข้างใน
อีลาสติน = ยางยืดที่ทำให้ผิวคืนตัว
อีลาสตินเป็นเส้นใยที่ทำให้ผิวยืดแล้วเด้งกลับได้ ในตำราตจวิทยาความงามอธิบายว่า การเติมอีลาสตินจากภายนอกทำได้ยากมาก เพราะอีลาสตินผ่านผิวหนังเข้าไปได้ยาก แนวทางที่ถูกพูดถึงจึงเป็นการกระตุ้นให้ชั้นหนังแท้สร้างอีลาสตินขึ้นเองค่ะ รีจูรันอยู่ในแนวคิดนี้ คือทำงานผ่านเซลล์ของเราเอง (ยังไม่มีตัวเลขที่บอกได้ว่ารีจูรันเพิ่มอีลาสตินได้เท่าไร)
ECM = ‘ปูน’ ที่ยึดโครงและอุ้มน้ำ
ECM หรือโครงสร้างรอบเซลล์ คือทุกอย่างที่อยู่ระหว่างเซลล์ ทั้งไฮยาลูรอนิกและโปรตีนต่างๆ ที่ทำหน้าที่ยึดเส้นใยไว้ด้วยกันและเก็บน้ำไว้ในผิว ถ้าคอลลาเจนและอีลาสตินคือเสา ECM ก็คือปูนที่ยึดเสาให้อยู่ด้วยกัน ผิวที่มี ECM สมบูรณ์จึงดูชุ่มชื้นและมีน้ำมีนวลค่ะ
สิ่งที่รีจูรันทำไม่ได้
- เส้นใยอีลาสตินที่ยืดและขาดไปแล้ว จะไม่กลับคืนเหมือนเดิม 100%
- รีจูรันไม่ใช่การยกกระชับผิวที่หย่อนคล้อยมาก จึงใช้แทนการยกกระชับไม่ได้
- มีรายงานว่าหลังฉีดซ้ำหลายครั้ง ความหนาของหนังแท้และค่าความชุ่มชื้นของผิวดีขึ้น แต่ขนาดของผลต่างกันในแต่ละงานวิจัย จึงสรุปเป็นตัวเลขเดียวไม่ได้
หลักฐานทางการแพทย์: จากงานวิจัยรักษาแผลสู่งานความงาม และสิ่งที่ยังสรุปไม่ได้
หลักการทำงานของรีจูรันไม่ได้เริ่มจากวงการความงามค่ะ ความรู้ส่วนใหญ่มาจากงานวิจัยเรื่องการหายของแผลก่อน แล้วจึงนำมาประยุกต์กับผิวหน้า
รากฐานมาจากงานวิจัยการหายของแผล
มีรายงานจากงานทดลองในห้องปฏิบัติการว่า การแบ่งตัวของไฟโบรบลาสต์เพิ่มขึ้นได้ผ่านตัวรับอะดีโนซีนกลุ่ม A2 และในเอกสารทางวิชาการยังมีรายงานว่า PDRN ช่วยการฟื้นฟูผิวและการหายของแผล เช่น แผลไฟไหม้ โดยมีผลข้างเคียงน้อย การนำมาใช้ด้านความงามจึงเป็นการต่อยอดจากความรู้เหล่านี้ค่ะ
การทดลองทางคลินิกในแผลเบาหวานเรื้อรัง (2014)
การทดลองทางคลินิกที่ตีพิมพ์ในปี 2014 ศึกษา PDRN ในการรักษาแผลเบาหวานเรื้อรังที่เท้า ซึ่งเป็นแผลที่หายยาก งานนี้เป็นหนึ่งในหลักฐานในคนที่มักถูกอ้างถึงเมื่อพูดถึงกลไก PDRN ผ่านตัวรับ A2A อ่านบทคัดย่อได้ที่ Squadrito และคณะ (2014) J Clin Endocrinol Metab (ภาษาอังกฤษ)
อย่างไรก็ดี แผลเบาหวานกับผิวหน้าที่ต้องการความกระชับเป็นคนละสถานการณ์กันค่ะ ผลจากงานรักษาแผลจึงช่วยยืนยันว่ากลไกมีอยู่จริง แต่ไม่ได้บอกโดยตรงว่าผิวหน้าจะดีขึ้นมากแค่ไหน
สิ่งที่งานวิจัยยังตอบไม่ได้
- รูขุมขนและฝ้ากระ: เกิดจากหลายปัจจัยร่วมกัน จึงแยกได้ยากว่ารีจูรันมีส่วนช่วยเท่าไร
- เปรียบเทียบข้ามงานวิจัย: แต่ละงานใช้สูตร ความเข้มข้น และความลึกในการฉีดต่างกัน จึงนำผลมาซ้อนกันตรงๆ ไม่ได้
- ตัวเลขเปอร์เซ็นต์ที่ไม่มีแหล่งอ้างอิง: ไม่ควรเชื่อถือ ไม่ว่าจะมาจากโฆษณาหรือรีวิว
Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: เวลามีคนถามว่า “ฉีดแล้วดีขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์” หมอจะตอบเป็นช่วงเวลาแทนตัวเลขค่ะ รีจูรันเป็นการรักษาที่ต้องดูผลเป็นคอร์สหลายสัปดาห์ ไม่ใช่การรักษาที่สัญญาว่าจะเปลี่ยนแปลงหน้าได้ชัดเจนในครั้งเดียว
หลังฉีดทันที vs หลายสัปดาห์ต่อมา: กลไกในผิวต่างกันอย่างไร
สิ่งที่เห็นในกระจกหลังฉีด กับสิ่งที่เกิดขึ้นในผิวจริงๆ เป็นคนละเรื่องกันค่ะ เข้าใจจุดนี้แล้วจะไม่กังวลว่า “ทำไมฉีดแล้วยังไม่เห็นอะไร”

ระหว่างฉีด: ส่ง PDRN เข้าสู่หนังแท้ชั้นบนถึงชั้นกลาง
เป้าหมายของการฉีดคือหนังแท้ชั้นบนถึงชั้นกลาง ซึ่งเป็นชั้นที่ไฟโบรบลาสต์อยู่ บริเวณผิวบาง เช่น หน้าผากและรอบดวงตา แพทย์จะฉีดตื้นกว่าและแบ่งปริมาณให้น้อยลงในแต่ละจุด ส่วนแก้มที่ผิวหนากว่าจะมีระยะให้ปรับได้มากกว่าค่ะ
ไม่กี่วันแรก: ผิวซ่อมรอยเข็มไปพร้อมกับรับสัญญาณ
ช่วงแรกหลังฉีด ผิวยังอยู่ในช่วง “เก็บกวาด” มากกว่า “สร้างใหม่” ค่ะ รอยเข็มเล็กๆ จำนวนมากกำลังซ่อมแซมตัวเอง ขณะเดียวกันสัญญาณผ่านตัวรับ A2A ก็เริ่มทำงานไปด้วย จากประสบการณ์ของแพทย์ ตุ่มนูนเล็กๆ จากตัวยามักยุบภายในราวหนึ่งวัน ส่วนรอยแดงและบวมเล็กน้อยอาจอยู่ได้ไม่กี่วัน แต่ละคนจะต่างกันไป
หลายสัปดาห์ต่อมา: สร้าง สะสม และจัดเรียงคอลลาเจน
ช่วงที่คอลลาเจนถูกสร้างมากที่สุด ไม่ใช่ช่วงเดียวกับที่เรารู้สึกได้จากกระจกค่ะ เพราะคอลลาเจนต้องถูกสร้าง สะสม และจัดเรียงจนมีปริมาณมากพอ ผิวจึงจะดูต่าง นี่คือเหตุผลที่ผลของรีจูรันค่อยๆ ชัดขึ้นในหลายสัปดาห์ ดูรายละเอียดช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลได้ที่ รีจูรัน เห็นผลกี่วัน
รีจูรันแต่ละสูตรใช้หลักการต่างกันอย่างไร และเหมาะกับผิวแบบไหน
รีจูรันมี 4 สูตรหลัก (Healer, i, s, HB) ที่ใช้หลักการเดียวกันแต่ต่างกันที่ความข้นและส่วนผสมค่ะ สรุปสั้นๆ ได้ดังนี้

| สูตร | หลักการเด่น | เหมาะกับ |
|---|---|---|
| Rejuran Healer | สูตรมาตรฐาน เน้นส่งสัญญาณฟื้นฟูผิว | ผิวทั้งใบหน้าที่อยากให้เนื้อผิวดีขึ้นโดยรวม |
| Rejuran i | เนื้อบางที่สุด ฉีดตื้นและถี่ | ผิวรอบดวงตาที่บางและบอบบาง |
| Rejuran s | เนื้อข้น ทำงานสองทาง คือเติมเต็มทางกายภาพร่วมกับการฟื้นฟูจาก PN | รอยแผลเป็นแบบหลุม |
| รีจูรัน HB | PN + ไฮยาลูรอนิก + ยาชาลิโดเคน ฟื้นฟูร่วมกับดึงน้ำเข้าผิว | ผิวขาดน้ำ และคนที่กังวลเรื่องความเจ็บมากกว่าปกติ |
การเลือกสูตรขึ้นอยู่กับสภาพผิวและสิ่งที่อยากแก้ของแต่ละคน ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ เปรียบเทียบรีจูรัน ฮีลเลอร์ แต่ละประเภท
ข้อควรรู้ก่อนฉีดรีจูรัน: ผลข้างเคียงที่พบบ่อยและกรณีที่ควรปรึกษาแพทย์
รีจูรันใช้เข็มฉีดเข้าผิวหลายจุด จึงมีอาการที่พบได้บ่อยหลังฉีด ซึ่งส่วนใหญ่เป็นอาการชั่วคราวค่ะ
- พบบ่อย: ผิวแดง บวม ช้ำ แสบเล็กน้อย และตุ่มนูนตามจุดที่ฉีด
- พบน้อยแต่ควรรีบปรึกษาแพทย์: ก้อนแข็งที่ไม่ยุบ อาการติดเชื้อ (ปวด ร้อน แดงมากขึ้น) หรือรอยดำคล้ำหลังฉีด
- ควรเลื่อนการฉีด: ถ้าบริเวณที่จะฉีดมีการอักเสบหรือติดเชื้ออยู่ และควรแจ้งยาที่ใช้ประจำและประวัติการแพ้ให้แพทย์ทราบก่อน
อ่านรายละเอียดอาการแต่ละแบบได้ที่ ผลข้างเคียงของรีจูรันและสัญญาณที่ควรพบแพทย์
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลักการทำงานของรีจูรัน
รีจูรันทำให้หน้าอิ่มฟูทันทีเหมือนฟิลเลอร์ไหม?
ไม่ค่ะ รีจูรันเป็นแบบส่งสัญญาณให้ผิวฟื้นฟูตัวเอง ความนูนที่เห็นหลังฉีดเป็นเพียงตัวยาและตุ่มนูนชั่วคราว ความเปลี่ยนแปลงจริงมาจากการสร้างและสะสมคอลลาเจนในหลายสัปดาห์ ต่างจากฟิลเลอร์ที่เติมปริมาตรโดยตรง
DNA ปลาแซลมอนจะเข้าไปเปลี่ยน DNA ของเราไหม?
ไม่ค่ะ งานวิจัยอธิบายว่า PDRN ทำงานโดยจับกับตัวรับอะดีโนซีน A2A ที่ผิวเซลล์เพื่อส่งสัญญาณ ไม่ได้เข้าไปแก้ไขหรือเปลี่ยนพันธุกรรมของเซลล์เรา
รีจูรันกระตุ้นคอลลาเจนได้อย่างไร?
สรุปเป็น 4 ขั้นค่ะ PDRN จับตัวรับ A2A แล้วเซลล์หลั่งโกรทแฟกเตอร์ จากนั้นไฟโบรบลาสต์ตื่นตัวและสร้างโครงชั่วคราวจากคอลลาเจนชนิดที่ 3 ก่อนจะปรับโครงสร้างเป็นคอลลาเจนที่แข็งแรงขึ้น
ทำไมรีจูรันต้องฉีดหลายครั้งจึงเห็นผลชัด?
เพราะคอลลาเจนต้องค่อยๆ สร้างและสะสมต่อเนื่องค่ะ จากประสบการณ์ของแพทย์ มักวางคอร์สพื้นฐานราว 3–4 ครั้ง ทั้งนี้จำนวนครั้งจะปรับตามสภาพผิว ดูช่วงเวลาที่เริ่มเห็นผลเพิ่มเติมได้ที่ รีจูรัน เห็นผลกี่วัน
PN กับ PDRN ต่างกันอย่างไร?
เป็นสารตระกูลเดียวกันค่ะ แต่ PDRN มีสายสั้นกว่า PN และความยาวของสายมีผลต่อการออกฤทธิ์ รีจูรันใช้ PN เป็นส่วนผสมหลัก ส่วนงานวิจัยด้านกลไกมักศึกษาในชื่อ PDRN
ปรึกษาทีมภาษาไทยของโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน
เมื่อเข้าใจหลักการทำงานของรีจูรันแล้ว จะเห็นว่าผลที่ดีขึ้นอยู่กับการเลือกสูตร ความลึกในการฉีด และการวางคอร์สให้เหมาะกับผิวแต่ละคนค่ะ ที่โรงพยาบาลศัลยกรรม และแผนกผิวมาอิน ย่านกังนัม กรุงโซล แพทย์จะตรวจผิวก่อนวางแผนทุกครั้ง ส่วนค่าใช้จ่าย ปรึกษาเพื่อรับราคาเฉพาะบุคคลได้ค่ะ
ถ้ากำลังวางแผนมาเกาหลี ดูข้อมูลบริการได้ที่ ฉีดรีจูรัน ฮีลเลอร์ ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน
ทักแชทเข้ามาปรึกษาฟรีผ่าน LINE: @339fwnst หรือโทรสายตรงล่ามไทย +82-10-6864-1175 ค่ะ
เขียนและตรวจทานโดย: นพ. อี ซองอุค ศัลยแพทย์ตกแต่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศัลยกรรม และแผนกผิวมาอิน (กังนัม โซล)
※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ



