ดึงหน้ามินิ (mini facelift) คือการผ่าตัดยกกระชับใบหน้าส่วนล่างและส่วนกลาง โดยใช้แผลสั้นซ่อนในแนวไรผมและรอบติ่งหู และดึงลึกถึงชั้น SMAS ไม่ใช่แค่ดึงผิวหนัง เทคนิคนี้เหมาะกับความหย่อนคล้อยระยะแรกที่ยังไม่มาก จึงพักฟื้นเร็วกว่าการดึงหน้าแบบเต็ม
บทความนี้ตอบ 4 คำถามที่คนไข้ถามบ่อยที่สุดก่อนตัดสินใจ คือ ดึงหน้ามินิ คืออะไร เหมาะกับใคร แผลเป็นอยู่ตรงไหน และพักฟื้นกี่วัน เรียงตามลำดับที่ใช้ตัดสินใจจริง
ข้อมูลอ้างอิงจากตำราศัลยกรรมตกแต่ง (Neligan, Plastic Surgery) งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสารศัลยกรรมตกแต่ง และข้อมูลการผ่าตัดจริงของโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน กรุงโซล ประเทศเกาหลี เรียบเรียงโดย นพ. อี ซองอุค ศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญด้านลิฟติ้ง
สารบัญ
- ดึงหน้ามินิ (mini facelift) คืออะไร?
- ดึงหน้ามินิ เหมาะกับใคร? และใครที่ยังไม่ควรทำ
- แผลเป็นดึงหน้ามินิ อยู่ตรงไหน? ยาวแค่ไหน ซ่อนอย่างไร
- แผลเป็นจางลงเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ 1 สัปดาห์ 1 เดือน และ 2 เดือน
- ดึงหน้ามินิ พักฟื้นกี่วัน? ไทม์ไลน์รายวันหลังผ่าตัด
- ผลข้างเคียงและข้อจำกัดของดึงหน้ามินิที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
- ขั้นตอนการผ่าตัดที่มาอิน เกาหลี และการเตรียมตัวของคนไข้ต่างชาติ
- คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดึงหน้ามินิ
ดึงหน้ามินิ (mini facelift) คืออะไร?
ดึงหน้ามินิ คือการผ่าตัดยกกระชับที่ใช้แผลสั้นกว่าการดึงหน้าแบบเต็ม แต่ยังลงลึกถึงชั้นพังผืดใต้ผิวหนัง บางบทความเรียกเทคนิคนี้ว่า ดึงหน้าแบบมินิ จุดต่างที่สำคัญจริง ๆ อยู่ที่ว่า “ดึงจากชั้นไหน” ไม่ใช่แค่ “แผลสั้นแค่ไหน” ค่ะ
ยกจากชั้น SMAS ไม่ใช่แค่ดึงผิวหนัง
ใต้ผิวหนังบนใบหน้ามีชั้นหนึ่งเรียกว่า ชั้น SMAS (แผ่นพังผืดบาง ๆ ที่คลุมและพยุงกล้ามเนื้อกับไขมันบนใบหน้าเอาไว้) เมื่ออายุมากขึ้น ชั้นนี้จะหย่อนลงพร้อมกับไขมันที่เลื่อนต่ำลง แก้มจึงย้อยและร่องแก้มลึกขึ้น
ถ้าดึงเฉพาะผิวหนังโดยไม่แตะชั้น SMAS ความตึงจะอยู่ได้ไม่นาน และผิวหนังต้องรับแรงดึงทั้งหมดไว้เอง แผลจึงมีโอกาสถูกยืดจนกว้างขึ้น ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอินจึงเปิดถึงชั้น SMAS แล้วยกทีละชั้น ให้ชั้นพังผืดเป็นตัวรับแรงแทนผิวหนัง
ทำไมแผลถึงสั้นได้ — การดึงในแนวตั้ง
เทคนิคต้นแบบของ mini facelift คือ MACS lift (เทคนิคดึงหน้าแผลสั้นที่ใช้การเย็บรั้งเป็นห่วง แทนการเลาะเนื้อเยื่อเป็นบริเวณกว้าง) ตีพิมพ์ในวารสารศัลยกรรมตกแต่ง Plast Reconstr Surg ปี 2002 โดยศัลยแพทย์ชาวเบลเยียม Tonnard และ Verpaele ซึ่งพัฒนาต่อจากเทคนิค S-lift เดิมในปี 1999
หลักการคือใช้ purse-string suture (การเย็บรั้งแบบปากถุง คล้ายการรูดเชือกปากถุงผ้าให้กระชับขึ้น) 2 จุดที่ชั้น SMAS แล้วยึดขึ้นไปกับพังผืดแข็งเหนือโหนกแก้ม ส่วนเทคนิครุ่นขยายจะเพิ่มห่วงที่ 3 สำหรับไขมันแก้มด้านบน เพื่อเติมความอิ่มบริเวณโหนกแก้ม
เพราะแรงดึงวิ่งขึ้นใน “แนวตั้ง” ไม่ใช่ดึงเฉียงไปด้านหลัง เนื้อเยื่อที่หย่อนลงมาจึงถูกยกกลับขึ้นไปอยู่ที่เดิม แพทย์จึงไม่ต้องเปิดแผลยาวอ้อมไปหลังใบหู และคนไข้ฟื้นตัวเร็วกว่า งานวิจัยเทคนิค MACS lift (Plast Reconstr Surg, 2002) ระบุว่าเทคนิคกลุ่มนี้เหมาะกับใบหน้าส่วนล่างและส่วนกลาง
พูดง่าย ๆ คือ ดึงหน้ามินิ ไม่ได้แปลว่า “ดึงน้อยลง” แต่แปลว่า “ดึงตรงจุดที่หย่อน ด้วยแผลเท่าที่จำเป็น” ส่วนหน้าผากและลำคอไม่ได้อยู่ในขอบเขตของเทคนิคนี้
ดึงหน้ามินิ เหมาะกับใคร? และใครที่ยังไม่ควรทำ
ตำราศัลยกรรมตกแต่งระบุว่า mini facelift ให้ผลดีในคนไข้ที่เริ่มมีแก้มย้อยระยะแรก มีความหย่อนคล้อยที่ลำคอน้อย และต้องการกลับไปใช้ชีวิตปกติเร็ว ซึ่งมักอยู่ในช่วงอายุ 30-40 ปี
5 กลุ่มที่เหมาะกับดึงหน้ามินิ
- เริ่มมีริ้วรอยและความหย่อนคล้อย แต่ระดับยังไม่มาก
- แก้มย้อย ร่องแก้ม และมุมปากเริ่มตก จนใบหน้าดูเหนื่อยกว่าความรู้สึกจริง
- เคยผ่าตัดกรอบหน้าหรือขากรรไกร แล้วผิวเหลือย้อยเพราะโครงเล็กลง
- เคยฉีดฟิลเลอร์ โบท็อกซ์ ทำเลเซอร์ หรือร้อยไหมมาแล้ว แต่ยังไม่พอใจกับความกระชับ
- กังวลว่าใบหน้าโดยรวมดูอายุมากกว่าวัยจริง
4 สัญญาณที่บอกว่าควรเลือกวิธีอื่น
แผลสั้นมีข้อจำกัดของมันเอง ถ้าจุดที่เป็นปัญหาอยู่ไกลจากแนวแผล แรงดึงจะส่งไปไม่ถึง ตารางด้านล่างสรุปเส้นแบ่งไว้ให้อ่านง่ายขึ้น
| เหมาะกับดึงหน้ามินิ | ควรพิจารณาวิธีอื่น |
|---|---|
| แก้มย้อยระยะแรก ผิวยังมีความยืดหยุ่นดี | ลำคอหย่อนชัด มีแนวเอ็นคอเป็นริ้ว (คอไก่งวง) |
| ความหย่อนคล้อยที่ลำคอน้อยหรือแทบไม่มี | กรอบหน้าเสียทั้งใบหน้า ความหย่อนระดับปานกลางขึ้นไป |
| ต้องการช่วงพักฟื้นสั้น กลับไปทำงานเร็ว | ปัญหาหลักคือไขมันใต้คาง หรือเหนียงชัดเจน |
| ผิวเหลือย้อยหลังผ่าตัดกรอบหน้าหรือขากรรไกร | ยังแทบไม่มีความหย่อน มีเพียงริ้วรอยตื้นและผิวขาดความกระชับ |
ถ้าอาการตรงกับคอลัมน์ขวา แผลสั้นของ mini facelift จะรั้งไปไม่ถึงจุดที่เป็นปัญหา กรณีคอหย่อนชัดหรือกรอบหน้าเสียทั้งใบหน้า การดึงหน้าแบบเต็มตอบโจทย์กว่า ส่วนคนที่ความหย่อนยังน้อยมาก ร้อยไหมหรือหัตถการแบบไม่ผ่าตัดอาจเหมาะกว่าในระยะนี้
ถ้ายังไม่แน่ใจว่าตัวเองอยู่ตรงไหน ลองอ่าน แบบประเมินตัวเองก่อนตัดสินใจดึงหน้า ประกอบก่อนก็ได้ค่ะ
อายุเป็นเพียงแนวโน้ม ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสิน คนอายุ 45 ปีที่ผิวยังยืดหยุ่นดีก็เหมาะกับเทคนิคนี้ ขณะที่บางคนอายุ 38 ปีอาจต้องดึงหน้าแบบเต็ม การประเมินขั้นสุดท้ายต้องมาจากการเข้าพบแพทย์เพื่อตรวจจริงเท่านั้นค่ะ
แผลเป็นดึงหน้ามินิ อยู่ตรงไหน? ยาวแค่ไหน ซ่อนอย่างไร
ตำแหน่งแผล: ไรผม เหนือใบหู และรอบติ่งหู
แผลของ mini facelift วางอยู่ในแนวไรผมบริเวณขมับ ต่อลงมาเหนือใบหู เข้าสู่ร่องหน้าใบหู แล้วโค้งอ้อมรอบติ่งหู โดยไม่ลากยาวไปถึงหลังใบหูและท้ายทอยเหมือนการดึงหน้าแบบเต็ม
ความยาวของแผลไม่เท่ากันในทุกคน ขึ้นกับระดับความหย่อนคล้อยและรูปหน้าของแต่ละคน แพทย์จะกำหนดจุดเริ่มและจุดสิ้นสุดของแนวแผลตอนตรวจจริงก่อนผ่าตัด
หลักการซ่อนแผลของมาอินมี 3 ข้อ
- วางแนวแผลไว้ในเส้นผมและร่องธรรมชาติของใบหู เพื่อให้เส้นแผลอยู่ในที่ที่สายตาไม่กวาดผ่าน
- ให้ชั้น SMAS เป็นตัวรับแรงตึงแทนผิวหนัง เพราะแผลที่ถูกดึงตลอดเวลามีแนวโน้มถ่างกว้างและนูนขึ้น
- ออกแบบการเย็บปิดแบบละเอียดหลายชั้น เพื่อให้ขอบแผลเรียบเสมอกัน
เทียบแนวแผล ดึงหน้ามินิ กับ ดึงหน้าแบบเต็ม
| หัวข้อ | ดึงหน้ามินิ | ดึงหน้าแบบเต็ม |
|---|---|---|
| ตำแหน่งแผล | ไรผมขมับ เหนือใบหู และรอบติ่งหู | รอบใบหู ต่อไปหลังใบหู และแนวไรผมที่ยาวกว่า |
| ขอบเขตที่ปรับได้ | แก้มย้อย ร่องแก้ม ริ้วรอยมุมปาก | เพิ่มกรอบหน้าและเหนียงใต้คาง |
| ระดับความหย่อนที่รองรับ | ระยะแรก ถึงระดับน้อย-ปานกลาง | ปานกลางถึงมาก |
ทั้งสองแบบไม่ได้มีอันไหนดีกว่ากันโดยตัวมันเอง ระดับความหย่อนที่ต่างกันต้องใช้ความยาวแผลต่างกัน หากอยากเห็นภาพรวมของแต่ละเทคนิค อ่าน ความแตกต่างของดึงหน้า 3 เทคนิค เพิ่มเติมได้
แผลเป็นจางลงเมื่อไหร่? ไทม์ไลน์ 1 สัปดาห์ 1 เดือน และ 2 เดือน
แผลเป็นเปลี่ยนไปอย่างไรในแต่ละช่วง
- 1 สัปดาห์ — ช่วงก่อนและหลังตัดไหม เส้นแผลยังแดงและดูชัด แต่ส่วนใหญ่ถูกเส้นผมและร่องใบหูบังไว้แล้ว
- 1 เดือน — แผลแดงและนูนชัดที่สุดในช่วงนี้ หลายคนตกใจว่าแผลผิดปกติ ทั้งที่เป็นปฏิกิริยาปกติของกระบวนการสมานแผล
- 2 เดือน — สีแดงลดลงอย่างเห็นได้ชัด เส้นแผลเริ่มบางลงและแบนลง
- 3-6 เดือน — สีเข้าใกล้ผิวรอบข้างและเข้าสู่ระยะคงที่ แผลจางลงจนสังเกตยาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด
ดูแลอย่างไรให้แผลจางเร็วขึ้น
สิ่งที่มีผลมากที่สุดคือแดด แผลใหม่ที่โดนแดดมีโอกาสคล้ำติดนาน ควรกันแดดบริเวณขมับและหน้าใบหูอย่างสม่ำเสมอหลังแผลปิดสนิท
นอกจากนี้แนะนำให้ใช้เจลหรือแผ่นซิลิโคนสำหรับแผลเป็นตามที่แพทย์สั่ง งดสูบบุหรี่ในช่วงแผลสมาน และเข้ารับการดูแลแผลด้วยเลเซอร์หลังผ่าตัดตามโปรแกรมของโรงพยาบาล
คนที่มีแนวโน้มเป็นแผลคีลอยด์หรือแผลนูนง่าย ควรแจ้งแพทย์ตั้งแต่วันปรึกษา เพราะลักษณะแผลเป็นขึ้นกับผิวของแต่ละคนมาก แผนดูแลจึงต่างกันไปในแต่ละราย
ดึงหน้ามินิ พักฟื้นกี่วัน? ไทม์ไลน์รายวันหลังผ่าตัด
ที่มาอิน การผ่าตัดดึงหน้ามินิใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมง ภายใต้การให้ยานอนหลับ (sedation) และกลับบ้านได้ในวันเดียวกัน ทำแผล 3 ครั้ง และผู้เข้ารับการผ่าตัดส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตตามปกติได้ภายใน 5 วัน
วันผ่าตัด ถึง วันที่ 5: กลับไปใช้ชีวิตปกติ
- วันผ่าตัด — หลับด้วยยานอนหลับตลอดการผ่าตัด พักสังเกตอาการแล้วกลับที่พักได้ในวันเดียวกัน พันผ้าพยุงและประคบเย็นตามคำแนะนำ
- วันที่ 1-2 — อาการบวมและช้ำจะมากที่สุดในช่วงนี้ รู้สึกตึงบริเวณหน้าใบหู นอนหนุนหมอนสูงและหลีกเลี่ยงการก้มหน้า
- วันที่ 3 — เข้าทำแผลตามนัด อาการบวมเริ่มลดลง พูดคุยเบา ๆ ได้สบายขึ้น
- วันที่ 5 — ล้างหน้าเบา ๆ ได้ และออกไปทำธุระเบา ๆ นอกบ้านได้ คนส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตประจำวันในช่วงนี้
สัปดาห์ที่ 2 ถึง เดือนที่ 3: บวมยุบและผลลัพธ์เข้าที่
สัปดาห์ที่ 2 เป็นช่วงตัดไหม อาการบวมช้ำลดลงมากจนแต่งหน้ากลบร่องรอยที่เหลือได้ ครบ 1 เดือน การพูดและการเคี้ยวจะเป็นธรรมชาติขึ้น ความรู้สึกตึงค่อย ๆ คลายลง
ราว 3 เดือน เส้นกรอบหน้าจะเข้าที่และเนื้อเยื่อยึดเกาะในตำแหน่งใหม่เรียบร้อย นี่คือจุดที่ประเมินผลลัพธ์ได้ตรงที่สุด
เทียบกันแล้ว การดึงหน้าชั้นลึกแบบ deep plane ใช้เวลาให้ผลลัพธ์เข้าที่นานกว่า ราว 3 เดือนขึ้นไป และช่วงพักฟื้นแรกก็ยาวกว่า อ่านรายละเอียดได้ที่ การฟื้นตัวของดึงหน้า Deep Plane
สำหรับคนไข้จากไทยที่เลือกดึงหน้ามินิที่เกาหลี ระยะเวลาพักในเกาหลีขึ้นกับตารางทำแผลและวันตัดไหม ทีมงานจะแจ้งจำนวนวันที่ควรอยู่แบบรายบุคคลตอนปรึกษา เพื่อวางแผนตั๋วเครื่องบินได้ล่วงหน้า
ไม่แน่ใจว่าต้องพักฟื้นกี่วันในกรณีของคุณ? ส่งรูปหน้าตรงและด้านข้างมาทาง LINE @thaimine2 เพื่อรับการประเมินเบื้องต้นค่ะ
ผลข้างเคียงและข้อจำกัดของดึงหน้ามินิที่ต้องรู้ก่อนตัดสินใจ
ผลข้างเคียงที่พบได้และตัวเลขจากงานวิจัย
อาการที่ถือเป็นการฟื้นตัวปกติ ได้แก่ บวม ช้ำ ชาบริเวณหน้าใบหู และความรู้สึกตึงในช่วงแรก อาการกลุ่มนี้ค่อย ๆ ดีขึ้นเองตามเวลา
ส่วนภาวะแทรกซ้อนที่พบไม่บ่อยแต่มีโอกาสเกิดขึ้น ได้แก่ เลือดคั่งใต้ผิวหนัง กล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงชั่วคราว การติดเชื้อของแผล และแผลเป็นนูน
รายงานผู้ป่วย 117 รายที่ใช้เทคนิคเย็บกระชับชั้น SMAS พบภาวะเลือดคั่ง 3.4% และกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรงชั่วคราว 3.4% ถือว่าพบได้น้อยแต่ไม่ใช่ศูนย์ ตัวเลขนี้มาจากงานวิจัยที่ตีพิมพ์ ไม่ใช่สถิติของโรงพยาบาลมาอิน
ข้อมูลจาก American Society of Plastic Surgeons (ASPS) ก็ระบุความเสี่ยงและระยะพักฟื้นของการผ่าตัดดึงหน้าไว้ในทิศทางเดียวกัน
ทำไมผลของดึงหน้ามินิจึงอยู่ได้ไม่นานเท่าการดึงหน้าแบบเต็ม
เหตุผลข้อแรกคือชั้นพังผืดยืดตัวขึ้นตามกาลเวลา แรงที่รั้งชั้น SMAS ให้ตึงจึงค่อย ๆ คลายลงเมื่อเวลาผ่านไปหลายปี
เหตุผลข้อที่สองคือกล้ามเนื้อแผ่นบางที่ลำคอ (platysma) ดึงเนื้อเยื่อลงล่างอยู่ตลอดเวลา รอยเย็บที่รั้งไว้จึงเหมือนเชือกที่ค่อย ๆ กินเข้าไปในเนื้อเยื่อ แรงรั้งจึงลดลงทีละน้อย
ประเด็นเรื่องอายุการใช้งานว่าอยู่ได้กี่ปีในแต่ละเทคนิค อ่านต่อได้ที่บทความ ดึงหน้าอยู่ได้กี่ปี ที่เปรียบเทียบไว้ครบทุกเทคนิคค่ะ
ผลลัพธ์และระยะเวลาที่คงอยู่ต่างกันมากในแต่ละบุคคล ขึ้นกับคุณภาพผิว โครงหน้า อายุ และพฤติกรรม การประเมินที่แม่นยำต้องอาศัยการตรวจกับแพทย์เท่านั้นค่ะ
ขั้นตอนการผ่าตัดที่มาอิน เกาหลี และการเตรียมตัวของคนไข้ต่างชาติ
3 จุดที่ดึงหน้ามินิของมาอินต่างจากที่อื่น
- เปิดถึงชั้น SMAS แล้วยกทีละชั้น ไม่ได้ดึงเฉพาะผิวหนังที่ย้อยลงมา
- ตัดแยกเส้นใยที่ยึดระหว่างชั้น SMAS กับผิวหนัง เพราะถ้าไม่คลายเส้นใยกลุ่มนี้ แรงดึงจะส่งไปไม่สุด
- ออกแบบแนวแผลให้ซ่อนในเส้นผมและร่องธรรมชาติของใบหู เพื่อลดการมองเห็นแผลเป็น
ขั้นตอนตั้งแต่ปรึกษาจนถึงติดตามผล
- ปรึกษาเบื้องต้นทาง LINE พร้อมส่งรูปหน้าตรงและด้านข้าง เพื่อประเมินความเหมาะสมในขั้นแรก
- เดินทางถึงเกาหลีและตรวจกับแพทย์ วางแผนแนวแผลและระดับการดึงร่วมกัน
- ผ่าตัด 3 ขั้นตอน คือ เปิดแผลจากไรผมถึงเหนือใบหู ยกชั้นผิวหนังและชั้น SMAS แล้วเย็บปิดอย่างประณีต
- ทำแผล 3 ครั้งตามนัด และตัดไหมตามกำหนด
- กลับประเทศไทย แล้วติดตามอาการต่อทาง LINE
ด้านความปลอดภัย โรงพยาบาลมีวิสัญญีแพทย์ประจำดูแลการให้ยานอนหลับ ติดตามสัญญาณชีพแบบเรียลไทม์ระหว่างผ่าตัด มีระบบรับมือเหตุฉุกเฉิน และมีโปรแกรมดูแลแผลด้วยเลเซอร์หลังผ่าตัด
รายละเอียดเทคนิคและข้อมูลหัตถการอ่านเพิ่มได้ที่หน้า ยกกระชับแบบมินิของโรงพยาบาลมาอิน
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับดึงหน้ามินิ
ดึงหน้ามินิ พักฟื้นกี่วัน และกลับไปทำงานได้เมื่อไร?
กลับบ้านได้ในวันเดียวกันกับวันผ่าตัด ทำแผล 3 ครั้ง และส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตประจำวันรวมถึงงานที่ไม่หนักได้ภายใน 5 วัน อาการบวมช้ำยุบชัดเจนใน 1-2 สัปดาห์ ส่วนผลลัพธ์เข้าที่เต็มที่ราว 3 เดือน ระยะเวลาจริงต่างกันได้ในแต่ละบุคคล
แผลเป็นจากดึงหน้ามินิ อยู่ตรงไหน และเห็นชัดไหม?
แผลอยู่ในแนวไรผมบริเวณขมับ เหนือใบหู และรอบติ่งหู ซ่อนอยู่ในเส้นผมและร่องธรรมชาติของใบหู เส้นแผลแดงชัดที่สุดราว 1 เดือน แล้วจางลงอย่างเห็นได้ชัดเมื่อครบราว 2 เดือน แผลจะจางลงจนสังเกตยาก แต่ไม่ได้หายไปทั้งหมด
อายุเท่าไรถึงเหมาะกับดึงหน้ามินิ?
ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 30-40 ปี ซึ่งเริ่มมีแก้มย้อยระยะแรกและลำคอยังไม่หย่อนมาก แต่ตัวเลขอายุไม่ใช่เกณฑ์ตัดสิน ระดับความหย่อนคล้อยและสภาพผิวสำคัญกว่า จึงต้องให้แพทย์ประเมินจากใบหน้าจริง
ทำไมบางคนถึงยังไม่ควรทำดึงหน้ามินิ?
ถ้ามีความหย่อนคล้อยที่ลำคอชัดเจน กรอบหน้าเสียทั้งใบหน้า หรือปัญหาหลักคือไขมันใต้คาง แผลสั้นของเทคนิคนี้จะรั้งไปไม่ถึงจุดที่เป็นปัญหา กรณีแบบนี้ควรพิจารณาการดึงหน้าแบบเต็มหรือวิธีอื่นที่ตรงกับสาเหตุมากกว่า
ผลลัพธ์ของดึงหน้ามินิ อยู่ได้นานแค่ไหน?
อยู่ได้ไม่นานเท่าการดึงหน้าแบบเต็ม เพราะรอยเย็บที่รั้งชั้น SMAS ถูกกล้ามเนื้อคอดึงลงตลอดเวลา แรงรั้งจึงค่อย ๆ ลดลง และชั้นพังผืดเองก็ยืดตัวตามอายุ รายละเอียดเปรียบเทียบรายเทคนิคอยู่ในบทความเรื่องอายุการคงอยู่ของผลลัพธ์
ดึงหน้ามินิ ต่างจากร้อยไหมอย่างไร?
ร้อยไหมทำงานที่ชั้นตื้นและไม่ได้ตัดแยกเส้นใยที่ยึดผิวหนังไว้ จึงเหมาะกับความหย่อนคล้อยระดับน้อยมาก ส่วน mini facelift เปิดถึงชั้น SMAS และคลายเส้นใยยึด จึงรั้งได้มากกว่าและอยู่ได้นานกว่า แลกกับการมีแผลผ่าตัดและต้องใช้เวลาพักฟื้น
ปรึกษาก่อนตัดสินใจ
ถ้าอ่านมาถึงตรงนี้แล้วยังไม่แน่ใจว่าความหย่อนของตัวเองอยู่ระดับไหน ส่งรูปหน้าตรงและด้านข้างมาทาง LINE @thaimine2 ได้เลยค่ะ ทีมงานจะช่วยประเมินเบื้องต้นและนัดหมายให้ตรงกับตารางเดินทาง
หากต้องการสอบถามทางโทรศัพท์ ติดต่อได้ที่ +82-2-516-1175 หรือดูข้อมูลหัตถการเพิ่มเติมที่หน้า ดึงหน้ามินิของโรงพยาบาลมาอิน คำแนะนำทั้งหมดจะให้เป็นรายบุคคลหลังประเมินสภาพจริงค่ะ
เขียนและตรวจสอบโดย นพ. อี ซองอุค ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศัลยกรรมและผิวหนังมาอิน ศัลยแพทย์ตกแต่งผู้เชี่ยวชาญ
※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ



