หลักการทำงานของอัลเทอร่า (Ulthera/Ultherapy) คือการใช้คลื่นอัลตราซาวด์ความเข้มสูงแบบโฟกัส (HIFU) รวมพลังงานให้เป็นจุดความร้อนเล็ก ๆ ที่ความลึกที่กำหนดใต้ผิว โดยผิวชั้นบนแทบไม่ร้อน จุดความร้อนนี้ทำให้คอลลาเจนเดิมหดตัวทันที และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ต่อเนื่อง 3–6 เดือนค่ะ
- รวมพลังงานเป็นจุดความร้อนประมาณ 65–70°C ใต้ผิว
- ส่งพลังงานได้ที่ความลึก 1.5 / 3.0 / 4.5 มม. (ลึกถึงช่วงชั้น SMAS)
- คอลลาเจนหดตัวทันที แล้วค่อย ๆ สร้างใหม่ในช่วง 3–6 เดือน
- ไม่มีแผล คนส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตปกติได้ในวันเดียวกัน
พอส่องกระจกแล้วเห็นว่ากรอบหน้าไม่คมเหมือนเดิม แก้มเริ่มย้อยลง หลายคนจะอยู่ในช่วงที่ “ผ่าตัดก็ยังไม่พร้อม ปล่อยไว้ก็ไม่สบายใจ” อัลเทอร่าคือคำตอบที่ถูกถามถึงบ่อยในช่วงนี้ แต่คำถามที่ตามมาเสมอคือ คลื่นเสียงจากภายนอกทำให้ผิวยกขึ้นได้อย่างไร ทำไมผิวด้านบนไม่ไหม้ และทำไมต้องรอเป็นเดือนกว่าจะเห็นผลเต็มที่
บทความนี้จะอธิบายเฉพาะ “กลไก” ตั้งแต่ระดับคลื่นเสียงไปจนถึงระดับเซลล์ โดยอ้างอิงตำราผิวหนังความงามและตำราศัลยกรรมตกแต่ง แล้วเล่าให้เข้าใจง่ายแบบที่คุณหมออธิบายในห้องตรวจค่ะ
หลักการทำงานของอัลเทอร่า: คลื่นอัลตราซาวด์รวมพลังงานเป็นจุดเดียวได้อย่างไร
อัลเทอร่าเป็นเครื่องยกกระชับผิวแบบไม่ผ่าตัด พัฒนาโดยบริษัท Ulthera ในสหรัฐอเมริกา และได้รับการรับรองจาก FDA สหรัฐฯ ในปี 2009 สำหรับข้อบ่งใช้ยกคิ้ว (เอกสาร FDA 510(k) K072505) ก่อนจะถูกใช้แพร่หลายทั่วโลก เทคโนโลยีนี้พัฒนามาจากอัลตราซาวด์โฟกัสทางการแพทย์ที่เคยใช้ทำให้เนื้อเยื่อลึกในร่างกายจับตัวด้วยความร้อนโดยไม่ต้องผ่าตัด แล้วปรับมาใช้กับการยกกระชับผิวโดยเฉพาะ
HIFU คืออะไร — เหมือนแว่นขยายรวมแสงแดด
HIFU ย่อมาจาก High-Intensity Focused Ultrasound แปลว่า “อัลตราซาวด์ความเข้มสูงแบบโฟกัส” อัลตราซาวด์ทั่วไปที่ใช้ตรวจครรภ์หรือตรวจช่องท้องจะกระจายพลังงานออกเป็นวงกว้างและไม่ทำให้เกิดความร้อน แต่ HIFU ถูกออกแบบให้คลื่นเสียงทั้งหมดมาบรรจบกันที่จุดเดียว
ลองนึกถึงตอนเด็ก ๆ ที่เอาแว่นขยายส่องแสงแดดลงบนใบไม้ แสงที่ผ่านเลนส์ไม่ได้ร้อนทั้งแผ่น แต่ร้อนจัดเฉพาะจุดโฟกัสเล็ก ๆ จุดเดียว หลักการทำงานของอัลเทอร่าก็เป็นแบบนี้ค่ะ คือคลื่นเสียงผ่านผิวไปโดยไม่ทำอันตราย แล้วไปรวมพลังงานเป็นความร้อนเฉพาะที่ความลึกเป้าหมาย
ทำไมผิวด้านบนไม่ไหม้ แต่ข้างใต้ร้อนถึง 65–70°C
ตรงจุดโฟกัส อุณหภูมิจะขึ้นไปประมาณ 65–70°C ซึ่งสูงพอที่โปรตีนคอลลาเจนจะเสียสภาพ (denature) และหดตัว ส่วนผิวชั้นบนที่คลื่นแค่ผ่านไปจะได้รับพลังงานน้อยมาก เพราะคลื่นยังไม่ได้รวมตัวกัน เครื่องจึงถูกออกแบบให้ความร้อนตกค้างที่หนังกำพร้าน้อยที่สุด
ตำราแพทย์อธิบายเพิ่มว่า การที่โปรตีนเสียสภาพจะแปรตามเวลาที่โดนความร้อนแบบเส้นตรง แต่แปรตามอุณหภูมิแบบทวีคูณ พูดง่าย ๆ คือ “ร้อนกี่องศา” มีผลมากกว่า “ร้อนนานแค่ไหน” หลายเท่า นี่คือเหตุผลที่การตั้งพลังงานให้เหมาะกับความหนาของผิวแต่ละบริเวณสำคัญมาก และตำรายังระบุว่าพลังงานเสียงลงไปได้ลึกกว่าเลเซอร์หรือคลื่นวิทยุ (RF) จึงไปถึงชั้นพังผืดใต้ผิวได้
ภาพอัลตราซาวด์แบบเรียลไทม์ (DeepSEE) ช่วยเล็งชั้นที่ถูกต้อง
ตำราผิวหนังความงามอธิบายว่า HIFU ใช้คลื่นเสียงหา “ชั้นที่ต้องการรักษา” ในผิวก่อน แล้วจึงส่งลำคลื่นโฟกัสไปยังจุดที่แม่นยำมาก เพื่อสร้างบาดแผลเล็ก ๆ ที่มองไม่เห็นจากภายนอก ซึ่งช่วยให้กระบวนการซ่อมแซมผิวเกิดเร็วและได้ผลดีขึ้น อัลเทอร่ามีระบบภาพอัลตราซาวด์แบบเรียลไทม์ที่เรียกว่า DeepSEE ทำให้แพทย์เห็นชั้นผิวบนหน้าจอขณะทำ และวางหัวเครื่องให้พลังงานลงในชั้นที่ตั้งใจได้ ไม่ต้องอาศัยการคาดเดาอย่างเดียว
ความลึก 1.5 / 3.0 / 4.5 มม. และชั้น SMAS ที่อัลเทอร่าเล็ง
ตำราผิวหนังความงามระบุว่า HIFU โฟกัสพลังงานได้อย่างแม่นยำที่ 3 ระดับความลึก ทำให้เกิดจุดบาดเจ็บเล็ก ๆ จำนวนมากที่ร่างกายจะตอบสนองด้วยการสร้างคอลลาเจนใหม่ ส่งผลให้ผิวบริเวณคอ กรอบหน้า แก้ม และหน้าผากดูยกกระชับขึ้น ความลึกแต่ละระดับมาจากหัวทรานสดิวเซอร์ (หัวส่งคลื่น) คนละแบบค่ะ
แต่ละความลึกตรงกับชั้นผิวใด
| ความลึก | ชั้นที่เป็นเป้าหมาย | บทบาทโดยสรุป |
|---|---|---|
| 1.5 มม. | หนังแท้ชั้นบน (ใต้หนังกำพร้า) | เน้นผิวบาง ริ้วรอยตื้น และเนื้อผิว |
| 3.0 มม. | หนังแท้ชั้นกลางถึงชั้นล่าง | เพิ่มความแน่นของผิว |
| 4.5 มม. | ช่วงความลึกของชั้น SMAS | ดึงโครงที่พยุงใบหน้า |
จุดความร้อนแต่ละจุด (Thermal Coagulation Point หรือ TCP) มีขนาดเล็กเพียงประมาณ 0.5–1 มม. และเรียงตัวเป็นแนวคล้าย “เส้นประ” ระหว่างจุดยังมีเนื้อเยื่อปกติเหลืออยู่ ผิวจึงฟื้นตัวได้เร็วกว่าการทำลายเนื้อเยื่อทั้งแผ่น
SMAS คืออะไร (ชั้นพังผืดที่พยุงใบหน้า)
SMAS (Superficial Muscular Aponeurotic System) คือชั้นพังผืดและกล้ามเนื้อบาง ๆ ที่ห่อหุ้มใบหน้าไว้ใต้ชั้นไขมัน ทำหน้าที่เหมือน “โครงผ้าใบ” ที่พยุงผิวและไขมันให้อยู่กับที่ และเป็นชั้นเดียวกับที่ศัลยแพทย์ดึงในการผ่าตัดดึงหน้า หัว 4.5 มม. จึงเป็นจุดที่ทำให้อัลเทอร่าต่างจากเครื่องที่ทำงานแค่ในชั้นหนังแท้
อย่างไรก็ตาม ความลึกจริงของชั้น SMAS แตกต่างกันตามบริเวณบนใบหน้าและแต่ละบุคคล การตั้งค่าเดียวกันจึงอาจได้ผลไม่เท่ากัน ส่วนเรื่องจำนวนช็อตและการแบ่งพลังงานตามบริเวณ สามารถอ่านต่อได้ที่ อัลเทอร่ากี่ช็อตและเลือกหัวทรานสดิวเซอร์อย่างไร
จากความร้อนสู่คอลลาเจนใหม่: 5 ขั้นตอนในระดับเซลล์
ตำราศัลยกรรมตกแต่งอธิบายว่าเครื่องที่ใช้อัลตราซาวด์ส่งพลังงานที่ควบคุมทั้งความลึกและอุณหภูมิเข้าไปในชั้นหนังแท้ เพื่อกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและฟื้นฟูผิว ถ้าแยกหลักการทำงานของอัลเทอร่าออกเป็นขั้นตอนในระดับเซลล์ จะได้ลำดับดังนี้ค่ะ
ขั้นที่ 1–2: คอลลาเจนหดตัวทันทีและเซลล์ตอบสนองต่อความเครียด
- คอลลาเจนเดิมหดตัวทันที — ความร้อนทำให้เส้นใยคอลลาเจนที่มีอยู่หดสั้นลง บางคนจึงรู้สึกว่าผิวตึงขึ้นเล็กน้อยตั้งแต่วันแรก
- เซลล์ตอบสนองต่อความเครียด — จุดความร้อนเป็น “บาดแผลเล็ก ๆ ที่ตั้งใจสร้าง” เซลล์รอบ ๆ จึงเปิดสัญญาณซ่อมแซม
ขั้นที่ 3–4: ปล่อยโกรทแฟกเตอร์และกระตุ้นไฟโบรบลาสต์
- ปล่อยโกรทแฟกเตอร์ (growth factor) — เซลล์ที่ถูกกระตุ้นปล่อยสารส่งสัญญาณที่บอกเซลล์ข้างเคียงให้เริ่มสร้างเนื้อเยื่อใหม่
- ไฟโบรบลาสต์ทำงานมากขึ้น — ไฟโบรบลาสต์ (เซลล์ที่ทำหน้าที่ผลิตโครงสร้างผิว) เริ่มสร้างคอลลาเจน อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิกเพิ่ม
ขั้นที่ 5: ปรับโครงสร้างคอลลาเจน (remodeling)
- ปรับโครงสร้าง — คอลลาเจนใหม่ค่อย ๆ เรียงตัวและผสานกับเนื้อเยื่อเดิม กลายเป็นโครงที่แน่นขึ้น กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 3–6 เดือน
คุณหมอมักบอกคนไข้ว่า HIFU ไม่ใช่ “อัลตราซาวด์ที่แรง” แต่เป็น “อัลตราซาวด์ที่รวมจุด” ความแรงอย่างเดียวไม่ได้ตัดสินผลลัพธ์ สิ่งสำคัญกว่าคือรวมพลังงานได้แม่นที่ความลึกไหนค่ะ
หลังทำอัลเทอร่า ผิวเปลี่ยนแปลงอย่างไร: 3 ระยะในเนื้อเยื่อ
สิ่งที่เกิดขึ้นหลังทำเป็นกระบวนการซ่อมแซมแผลตามธรรมชาติของร่างกาย ซึ่งแบ่งได้เป็น 3 ระยะ ตารางนี้สรุปว่าเซลล์ทำอะไรในแต่ละช่วง (ไม่ใช่ตารางผลก่อน-หลังรายวัน)
| ระยะ | สิ่งที่เซลล์ทำ | สิ่งที่มักสังเกตได้ |
|---|---|---|
| ระยะแรก (0–2 สัปดาห์) | เกิดการอักเสบ เซลล์เม็ดเลือดขาวชนิดแมคโครฟาจและนิวโทรฟิลเข้ามาเก็บกวาดคอลลาเจนที่เสื่อม | แดง บวม กดเจ็บเล็กน้อย |
| ระยะกลาง (2 สัปดาห์–3 เดือน) | ไฟโบรบลาสต์สร้างคอลลาเจน Type III หลอดเลือดใหม่ อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิก | ผิวค่อย ๆ แน่นขึ้น |
| ระยะท้าย (3–6 เดือน) | คอลลาเจน Type III ถูกแทนที่ด้วย Type I และเส้นใยจัดเรียงใหม่ | ความกระชับชัดขึ้นที่สุดในช่วงนี้ |
ระยะแรก (0–2 สัปดาห์): อักเสบและเก็บกวาดคอลลาเจนที่เสื่อม
การอักเสบในระยะนี้ไม่ใช่สิ่งผิดปกติ แต่เป็นสัญญาณว่าร่างกายเริ่มซ่อมแซมแล้ว อาการแดงและบวมมักหายภายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน อาการกดเจ็บหรือรอยช้ำเล็ก ๆ อาจอยู่ได้ 1–2 สัปดาห์ คนส่วนใหญ่กลับไปทำงานได้ในวันเดียวกัน
ระยะกลาง (2 สัปดาห์–3 เดือน): คอลลาเจน Type III หลอดเลือดใหม่ อีลาสติน และกรดไฮยาลูโรนิก
คอลลาเจน Type III เป็นคอลลาเจน “รุ่นแรก” ที่ร่างกายสร้างขึ้นเร็วแต่ยังไม่แข็งแรงนัก คล้ายโครงนั่งร้านชั่วคราวก่อนสร้างผนังจริง พร้อมกันนั้นจะมีหลอดเลือดเล็ก ๆ เกิดขึ้นใหม่เพื่อส่งอาหารให้เนื้อเยื่อที่กำลังซ่อม
ระยะท้าย (3–6 เดือน): Type III ถูกแทนที่ด้วย Type I ที่แข็งแรงกว่า
คอลลาเจน Type I คือคอลลาเจนหลักของผิวผู้ใหญ่ ทนแรงดึงได้ดีกว่า เมื่อถูกแทนที่และเรียงตัวใหม่ ผิวจึงแน่นและยืดหยุ่นขึ้น นี่คือเหตุผลตามหลักการทำงานของอัลเทอร่าที่ทำให้ผลเต็มที่ต้องรอ 3–6 เดือน ไม่ใช่เห็นทันทีหลังทำ
งานวิจัยที่ตัดชิ้นเนื้อมาตรวจใต้กล้องจุลทรรศน์รายงานการเปลี่ยนแปลงของคอลลาเจนที่ 1, 3 และ 6 เดือนหลังทำ โดยเส้นใยหนาและเรียงตัวดีขึ้นในเดือนแรก หนาแน่นขึ้นในเดือนที่ 3 และพบอีลาสตินเพิ่มขึ้นในเดือนที่ 6 อย่างไรก็ตาม ตัวเลขว่าคอลลาเจนเพิ่มขึ้นกี่เปอร์เซ็นต์แตกต่างกันมากในแต่ละงานวิจัยและแต่ละคน คนอายุ 40 ต้น ๆ กับคนอายุ 60 ที่ทำด้วยเครื่องและพลังงานเท่ากัน ก็ตอบสนองต่างกันอย่างชัดเจนค่ะ ถ้าอยากดูงานวิจัยแต่ละชิ้นแบบละเอียด อ่านได้ที่ อัลเทอร่า ได้ผลจริงไหม? ดูงานวิจัย 4 ชิ้น
อัลเทอร่าเหมาะกับใคร เมื่อดูจากหลักการทำงาน
เพราะอัลเทอร่าอาศัยให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่เอง ผลจึงขึ้นกับว่าผิวยังตอบสนองได้ดีแค่ไหน และความหย่อนคล้อยมาจากชั้นใด
ผิวหย่อนคล้อยระดับเล็กน้อยถึงปานกลาง
- กรอบหน้าเริ่มไม่คม แก้มเริ่มย้อยเล็กน้อย แต่ยังไม่ถึงขั้นเนื้อห้อยชัด
- ไม่อยากมีแผลหรือช่วงพักฟื้นนาน
- เข้าใจและรอได้ว่าผลจะค่อย ๆ มาในหลายเดือน
- ถ้าความหย่อนคล้อยมากแล้ว (ระดับปานกลางถึงมาก) การผ่าตัดยกกระชับมักให้ผลที่ตรงจุดกว่า ควรปรึกษาแพทย์เพื่อประเมินทั้งสองทางค่ะ
อัลเทอร่าต่างจากเทอร์มาจ (RF) HIFU ทั่วไป และร้อยไหมอย่างไร
| หัวข้อ | อัลเทอร่า | เทอร์มาจ | HIFU (ไฮฟู่) ทั่วไป | ร้อยไหม |
|---|---|---|---|---|
| แหล่งพลังงาน | อัลตราซาวด์โฟกัส | คลื่นวิทยุ (RF) | อัลตราซาวด์โฟกัส | ไหมที่สอดใต้ผิว |
| ความลึกเป้าหมาย | 1.5–4.5 มม. ถึงช่วงชั้น SMAS | หนังแท้เป็นหลัก | ต่างกันตามรุ่นเครื่อง | ชั้นใต้ผิวตามแนวที่สอดไหม |
| ลักษณะการทำงาน | ความร้อนเป็นจุด ๆ | ความร้อนกระจายเป็นบริเวณกว้าง | ความร้อนเป็นจุด ๆ | พยุงทางกายภาพ + กระตุ้นคอลลาเจนรอบเส้นไหม |
| ภาพอัลตราซาวด์ขณะทำ | มี (DeepSEE) | ไม่ใช้ | บางรุ่นมี บางรุ่นไม่มี | ไม่ใช้ |
| การพักฟื้น | ส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตได้วันเดียวกัน | ส่วนใหญ่กลับไปใช้ชีวิตได้วันเดียวกัน | ขึ้นกับเครื่องและพลังงาน | ประมาณ 1–2 สัปดาห์ |
| การเห็นผล | ค่อย ๆ ชัดใน 3–6 เดือน | ค่อย ๆ ชัดในหลายเดือน | ค่อย ๆ ชัด | เห็นการยกทันที + ดีขึ้นต่อ |
เทอร์มาจใช้คลื่นวิทยุที่เปลี่ยนเป็นความร้อนเมื่อผ่านความต้านทานของเนื้อเยื่อ จึงอุ่นชั้นหนังแท้เป็นบริเวณกว้าง ส่วนอัลเทอร่ารวมพลังงานเป็นจุดและลงได้ลึกกว่า ทั้งสองแบบเล็งชั้นต่างกัน ไม่ได้แปลว่าแบบไหนดีกว่า การเลือกขึ้นกับว่าความหย่อนคล้อยมาจากชั้นใด ถ้าอยากดูการเปรียบเทียบกับเครื่องคลื่นวิทยุแบบละเอียด อ่านต่อได้ที่ เปรียบเทียบอัลเทอร่ากับไทเทเนียม (HIFU vs RF)
อีกเรื่องที่ควรรู้คือ คำว่า “HIFU” ไม่ได้แปลว่าเป็นหัตถการเดียวกันทุกเครื่อง แต่ละรุ่นมีโครงสร้างหัวทรานสดิวเซอร์และวิธีส่งพลังงานต่างกัน และได้รับอนุญาตใช้แตกต่างกันในแต่ละประเทศ จุดที่อัลเทอร่าต่างจากเครื่องที่ไม่มีภาพอัลตราซาวด์คือ แพทย์มองเห็นได้ว่าพลังงานกำลังลงไปในชั้นใด ซึ่งช่วยให้ผลลัพธ์สม่ำเสมอขึ้น
ผลข้างเคียงที่อธิบายได้ด้วยหลักการทำงานของความร้อน
เมื่อเข้าใจหลักการทำงานของอัลเทอร่าแล้ว จะเห็นว่าการ “กระตุ้นคอลลาเจนด้วยความร้อน” ก็คือการตั้งใจสร้างบาดแผลเล็ก ๆ ในเนื้อเยื่อ ผลข้างเคียงส่วนใหญ่จึงอธิบายได้ว่าเกิดจากความร้อนไปตกที่ไหน และมากเกินไปหรือไม่
อาการที่พบบ่อยและมักหายเอง
- แดงและบวม — เป็นปฏิกิริยาอักเสบระยะแรก มักหายในไม่กี่ชั่วโมงถึงไม่กี่วัน
- กดเจ็บหรือตึง ๆ — โดยเฉพาะแนวกรอบหน้าและโหนกแก้ม อาจอยู่ได้ราว 1–2 สัปดาห์
- รอยช้ำเล็ก ๆ — เมื่อหลอดเลือดฝอยใต้ผิวโดนกระตุ้น มักจางไปใน 1–2 สัปดาห์
- ชาเล็กน้อยชั่วคราว — บริเวณที่ทำอาจรู้สึกชา ๆ อยู่ไม่กี่วัน
อาการที่พบน้อยแต่ควรรู้: เส้นประสาท แผลไหม้ และปริมาตรลดเฉพาะที่
ถ้าพลังงานหลุดจากความลึกที่ตั้งใจ หรือรวมอยู่ที่จุดเดียวมากเกินไป อาจเกิดปัญหาต่อไปนี้ได้ แม้พบไม่บ่อย แต่ไม่มีหัตถการไหนที่โอกาสเป็นศูนย์ค่ะ
- เส้นประสาทถูกกระตุ้นจนขยับหน้าไม่ถนัดชั่วคราว — เกิดเมื่อความร้อนตกบนแนวเส้นประสาทที่ควบคุมมุมปากหรือหน้าผาก ส่วนใหญ่ฟื้นตัวได้ แต่บางรายใช้เวลาหลายสัปดาห์ถึงหลายเดือน
- แผลไหม้ ตุ่มพอง หรือรอยดำ — เกิดเมื่อความร้อนค้างที่ผิวชั้นบนแทนที่จะลงไปที่จุดโฟกัส
- ปริมาตรลดเฉพาะที่ — ถ้าพลังงานลงมากในบริเวณที่ไขมันใต้ผิวบาง อาจทำให้ตรงนั้นดูตอบลง
- ผลไม่ถึงที่คาด — ถ้าหย่อนคล้อยมากแล้ว การยกด้วยเครื่องอย่างเดียวมักไม่พอ
รายละเอียดว่าแต่ละอาการควรดูแลอย่างไร และอาการแบบไหนควรกลับไปพบแพทย์ อ่านได้ที่ ผลข้างเคียงอัลเทอร่า 8 อาการ
ควรแจ้งแพทย์ก่อนทำ
- มีสิว อักเสบ หรือแผลในบริเวณที่จะทำ
- เป็นคีลอยด์ หรือเคยมีแผลหายช้า
- ตั้งครรภ์หรือให้นมบุตร
- เพิ่งฉีดฟิลเลอร์ ร้อยไหม หรือโบท็อกซ์ และทำที่บริเวณใด
- มีโลหะหรือวัสดุฝังในบริเวณใบหน้า
- ยาที่ทานอยู่ โดยเฉพาะยาที่มีผลต่อการแข็งตัวของเลือด
- เคยผ่าตัดดึงหน้าหรือยกกระชับมาก่อน
บริเวณที่เพิ่งฉีดฟิลเลอร์หรือร้อยไหมอาจได้รับผลจากความร้อน จึงต้องวางลำดับและระยะห่างของหัตถการให้เหมาะสมค่ะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับหลักการทำงานของอัลเทอร่า
อัลเทอร่าทำงานอย่างไรจึงยกกระชับผิวได้?
อัลเทอร่า คือเครื่องยกกระชับที่ใช้คลื่น HIFU รวมพลังงานเป็นจุดความร้อนประมาณ 65–70°C ใต้ผิว ความร้อนทำให้คอลลาเจนเดิมหดตัวทันที และกระตุ้นให้ร่างกายสร้างคอลลาเจนใหม่ต่อเนื่อง 3–6 เดือน ผิวชั้นบนแทบไม่ได้รับความร้อน จึงไม่มีแผลค่ะ
ทำไมอัลเทอร่าต้องรอ 3–6 เดือนจึงเห็นผลเต็มที่?
เพราะร่างกายสร้างคอลลาเจน Type III ก่อน แล้วค่อยแทนที่ด้วย Type I ที่แข็งแรงกว่าและจัดเรียงใหม่ในช่วง 3–6 เดือน ช่วงแรกอาจรู้สึกตึงขึ้นเล็กน้อยจากคอลลาเจนเดิมที่หดตัว แต่ความกระชับส่วนใหญ่มาจากคอลลาเจนใหม่ที่ต้องใช้เวลาค่ะ
อัลเทอร่ากับ HIFU (ไฮฟู่) ทั่วไปต่างกันอย่างไร?
HIFU คือชื่อเทคโนโลยีอัลตราซาวด์โฟกัส ส่วนอัลเทอร่าเป็นเครื่องยี่ห้อหนึ่งที่ใช้เทคโนโลยีนี้ และมีภาพอัลตราซาวด์แบบเรียลไทม์ (DeepSEE) ระหว่างทำ เครื่อง HIFU รุ่นอื่นมีหัวทรานสดิวเซอร์ วิธีส่งพลังงาน และการได้รับอนุญาตต่างกัน จึงไม่ควรมองว่าเป็นหัตถการเดียวกันค่ะ
อัลเทอร่ากับเทอร์มาจใช้หลักการต่างกันอย่างไร?
อัลเทอร่าใช้คลื่นเสียงรวมพลังงานเป็นจุด ๆ และลงได้ลึกถึงช่วงชั้น SMAS ส่วนเทอร์มาจใช้คลื่นวิทยุ (RF) อุ่นชั้นหนังแท้เป็นบริเวณกว้าง ทั้งสองเล็งคนละชั้น การเลือกจึงขึ้นกับว่าปัญหาหลักคือผิวหย่อนคล้อยหรือเนื้อผิวและความแน่นของผิวค่ะ
ความลึก 1.5, 3.0 และ 4.5 มม. ทำหน้าที่ต่างกันอย่างไร?
1.5 มม. เล็งหนังแท้ชั้นบน 3.0 มม. เล็งหนังแท้ชั้นกลางถึงล่าง และ 4.5 มม. เล็งช่วงความลึกของชั้น SMAS ที่พยุงใบหน้า ความลึกจริงของ SMAS ต่างกันตามบริเวณและแต่ละคน แพทย์จึงเลือกผสมหัวตามความหนาของผิวในแต่ละจุดค่ะ
ปรึกษาเรื่องอัลเทอร่ากับโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน เกาหลี
ก่อนตัดสินใจทำอัลเทอร่า สิ่งที่ควรรู้ก่อนคือความหย่อนคล้อยของเรามาจากผิวเอง หรือลงไปถึงชั้นพังผืดด้านล่างแล้ว เพราะคำตอบนี้เปลี่ยนวิธีที่เหมาะสมได้ทั้งหมด ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอินในกรุงโซล แพทย์จะประเมินความหนาของผิวและระดับความหย่อนคล้อยเมื่อคุณมาพบที่เกาหลี แล้วออกแบบความลึกของหัวและพลังงานเป็นรายบุคคล บางกรณีอาจแนะนำวิธีอื่นที่เหมาะกว่าด้วยค่ะ ดูรายละเอียดบริการได้ที่ บริการอัลเทอร่าที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน
สามารถทักแชทเข้ามาปรึกษาฟรีผ่าน LINE: @339fwnst หรือโทรหาล่ามภาษาไทยที่ +82-10-6864-1175 เพื่อรับการประเมินและราคาเฉพาะบุคคลค่ะ
เอกสารอ้างอิง: Essentials for Aesthetic Dermatology in Ethnic Skin: Practice and Procedure (2023), Plastic Surgery: Aesthetic (ตำราศัลยกรรมตกแต่ง), U.S. FDA 510(k) K072505
เขียนและตรวจทานโดย: นพ. อี ซองอุค (ศัลยแพทย์ตกแต่ง) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน
※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ





