แผลเป็นเสริมหน้าอก: ดูแล 3 ตำแหน่งแผล และรักษาแผลนูนใน 1 ปี

แผลเป็นเสริมหน้าอก เริ่มจากการเลือกซิลิโคนเสริมหน้าอกและตำแหน่งแผล

แผลเป็นเสริมหน้าอก คือรอยแผลผ่าตัดที่เหลืออยู่ตรงตำแหน่งที่แพทย์กรีดเพื่อใส่ซิลิโคน (ใต้ราวนม รักแร้ หรือขอบลานนม) ซึ่งจะออกมาแบบไหนขึ้นกับตำแหน่งแผล สภาพผิว และการดูแลในช่วง 1 ปีหลังผ่าตัดค่ะ

คำถามที่คุณหมอได้ยินบ่อยที่สุดตอนปรึกษาเสริมหน้าอกซิลิโคนคือ “แผลจะเห็นชัดไหมคะ?” คำตอบตรง ๆ คือ แผลเป็นยังคงอยู่ แต่จะจางและเรียบแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการดูแลหลังผ่าตัดเป็นส่วนใหญ่ค่ะ

บทความนี้ไม่ได้เปรียบเทียบว่าควรเลือกกรีดตรงไหน (ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีอ่านได้ที่ วิธีเลือกตำแหน่งกรีดเสริมหน้าอก) แต่จะพาไปดูเรื่อง “หลังกรีดไปแล้ว” ล้วน ๆ ตั้งแต่ลักษณะแผลแต่ละจุด ตารางดูแลตลอด 1 ปี วิธีเลือกแผ่นซิลิโคนหรือครีมทาแผล ไปจนถึงการรักษาแผลเป็นนูนและคีลอยด์ โดยอ้างอิงตำราศัลยกรรมตกแต่งและงานวิจัย แล้วเล่าให้เข้าใจง่ายที่สุดค่ะ

แผลเป็นเสริมหน้าอก ต่างกันอย่างไรตามตำแหน่งแผล 3 จุด

การเสริมหน้าอกใช้แผลหลัก ๆ 3 ตำแหน่ง คือ ใต้ราวนม รักแร้ และขอบลานนมด้านล่าง ตำราศัลยกรรมเต้านม (Plastic Surgery Vol.5 Breast) อธิบายว่า การเลือกตำแหน่งต้องดูหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งชนิดและขนาดซิลิโคน รูปร่าง ความต้องการของคนไข้ และมุมมองที่ศัลยแพทย์ต้องใช้ระหว่างผ่าตัด ไม่ได้เลือกจาก “แผลซ่อนได้มิดที่สุด” อย่างเดียวค่ะ ในบทความนี้เราจะมองเฉพาะเรื่องแผลเป็นเท่านั้น

ตำแหน่งแผล แผลอยู่ตรงไหน อาจเห็นแผลตอนไหน จุดที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ
ใต้ราวนม ร่องพับใต้เต้านม ตอนนอนราบ ยกแขน หรือใส่บิกินี่ ขอบบราเสียดสีและแรงดึงที่แผล
รักแร้ ในรอยพับรักแร้ ตอนยกแขนขึ้น รอยดำ แดด การโกนหรือแว็กซ์ขน และเหงื่อ
ขอบลานนม รอยต่อระหว่างลานนมกับผิวรอบ ๆ เมื่อมองใกล้ ๆ แผลถ่างกว้าง หรือแผลดูขาวกว่าลานนม

แผลใต้ราวนม (Inframammary)

ตำแหน่งแผลเป็นเสริมหน้าอกแบบแผลใต้ราวนม (Inframammary) ภาพประกอบ

เป็นการกรีดตามร่องพับใต้เต้านมตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันมากในการเสริมหน้าอก ข้อดีคือแพทย์มองเห็นช่องใส่ซิลิโคนได้โดยตรง และรบกวนเนื้อเยื่อรอบ ๆ น้อยค่ะ

ลักษณะแผล: ตอนยืน เต้านมจะบังแผลไว้ แต่เวลานอนราบหรือใส่ชุดว่ายน้ำที่เห็นร่องใต้อก อาจมองเห็นได้

จุดที่ต้องดูแล: หน้าอกเป็นบริเวณที่ผิวถูกดึงทุกครั้งที่ใช้แขนหรือขยับตัว แรงดึงนี้คือปัจจัยเสี่ยงสำคัญของแผลเป็นนูน (แผลที่หนาและนูนขึ้นมา) ช่วงแรกจึงควรลดท่าที่ดึงแผล และเลือกบราที่ขอบไม่ถูแผลตรง ๆ ค่ะ

แผลรักแร้ (Transaxillary)

ภาพประกอบแผลเป็นเสริมหน้าอกทางรักแร้ (Transaxillary) ซ่อนในรอยพับรักแร้

แพทย์กรีดในรอยพับรักแร้แล้วสอดซิลิโคนเข้าไป แผลจึงอยู่ที่รักแร้ ไม่ได้อยู่บนเต้านมเลยค่ะ

ลักษณะแผล: เวลาแขนแนบลำตัว รอยพับจะบังแผลไว้ จะเห็นก็ต่อเมื่อยกแขนขึ้น

จุดที่ต้องดูแล: ผิวรักแร้มีสีเข้มกว่าส่วนอื่นอยู่แล้วและเกิดรอยดำได้ง่าย อากาศเมืองไทยที่ร้อนและเหงื่อออกมากยิ่งทำให้แผลอับชื้น ช่วงแรกควรงดยกแขนหนัก ๆ ซับเหงื่อให้แห้ง และงดโกน แว็กซ์ หรือเลเซอร์ขนรักแร้ตรงแผลจนกว่าแพทย์จะอนุญาตค่ะ

แผลขอบลานนม (Periareolar)

ภาพประกอบแผลเป็นเสริมหน้าอกที่ขอบลานนมด้านล่าง (Periareolar)

กรีดตามขอบล่างของลานนม ถ้าสีลานนมกับผิวรอบ ๆ ต่างกันชัด แผลจะกลืนไปกับรอยต่อของสีได้ดีค่ะ

ลักษณะแผล: มักไม่ค่อยเด่นเพราะซ่อนอยู่ตรงขอบสี แต่ต้องรู้ไว้ว่าแผลอยู่ด้านหน้าของเต้านม คนที่ลานนมสีเข้มอาจเห็นแผลเป็นเส้นสีขาวกว่าบริเวณรอบ ๆ

จุดที่ต้องดูแล: สังเกตว่าแผลถ่างกว้างหรือนูนขึ้นหรือไม่ ส่วนเรื่องความรู้สึกที่หัวนมและการให้นมบุตร ควรคุยกับแพทย์ให้ชัดตั้งแต่ก่อนผ่าตัดค่ะ

ผิวแบบไหนเสี่ยงแผลเป็นนูน?

ผิวบางแบบเสี่ยงแผลเป็นนูนมากกว่าจริง ๆ ค่ะ นี่คือเหตุผลที่กรีดตำแหน่งเดียวกัน แต่แผลเป็นเสริมหน้าอกของแต่ละคนออกมาไม่เหมือนกัน ตำราศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery Vol.4) ระบุปัจจัยเสี่ยงของแผลเป็นนูนไว้ดังนี้

  • แผลอยู่บริเวณที่ผิวถูกดึงเวลาขยับ เช่น หน้าอกและหัวไหล่
  • แผลติดเชื้อหรือแผลแยก จนอักเสบนาน
  • ผิวสีค่อนข้างเข้ม
  • ช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนมาก เช่น ตั้งครรภ์

นอกจากนี้ ถ้าเคยมีแผลผ่าตัดเก่า รูเจาะหู หรือรอยสิวที่นูนหนาขึ้นมา ควรบอกแพทย์ตอนปรึกษาด้วย เพราะคนที่เคยมีแผลนูนมาก่อนต้องวางแผนป้องกันให้ละเอียดขึ้นตั้งแต่วันแรกค่ะ

ความยาวแผลก็มีผล การใช้อุปกรณ์ช่วยสอดซิลิโคนช่วยให้แผลสั้นลงได้ แต่ถ้าบีบแผลให้เล็กเกินไป ขอบผิวจะถูกยืดและถูกกดระหว่างใส่ซิลิโคน จนแผลอาจแย่กว่าเดิม หลักการคือกำหนดความยาวแผลให้เหมาะกับชนิดและขนาดซิลิโคนค่ะ

Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: อย่าเลือกตำแหน่งแผลจาก “ตรงไหนมองไม่เห็น” อย่างเดียว ให้เลือกจุดที่ใส่ซิลิโคนได้ปลอดภัยสำหรับร่างกายเรา และถ้าเกิดแผลเป็นขึ้นมาก็ดูแลได้ง่ายค่ะ

หลังผ่าตัด–1 เดือน: ดูแลแผลเสริมหน้าอกช่วงแรก

เดือนแรกคือช่วงที่แผลกำลังติดและสร้าง “ฐาน” ของแผลเป็น สิ่งสำคัญกว่าการหาครีมมาทาคือ ให้แผลติดสนิทและสะอาด และไม่ให้แผลถูกดึงค่ะ ตารางพักฟื้นทั่วไป เช่น การใส่บรา อาบน้ำ และกลับไปทำงาน สรุปไว้ในบทความ ดูแลหลังเสริมหน้าอก

ทำแผลและตัดไหม

  • ทำความสะอาดแผลและใช้ยาตามที่โรงพยาบาลแนะนำเท่านั้น
  • โดยทั่วไปจะตัดไหมภายใน 1–2 สัปดาห์หลังผ่าตัด ห้ามเกาแผลหรือแกะสะเก็ดออกเอง
  • หลังตัดไหม แพทย์อาจติดเทปปิดแผลให้ เทปจะช่วยยึดขอบแผลทั้งสองฝั่งไว้และลดแรงดึง จึงเป็นตัวช่วยป้องกันแผลหนาตัวค่ะ

ลดแรงดึงที่แผล

ตำราศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery Vol.1 Principles) จัดให้เต้านมและหน้าอกเป็นบริเวณเสี่ยงสูงที่แผลจะหนาตัว และแนะนำให้ป้องกันตั้งแต่แรก บราพยุงหรือสายรัดหน้าอกที่ช่วยประคองผิวก็เป็นตัวช่วยลดแรงดึงจากภายนอกค่ะ

  • 2–3 สัปดาห์แรก เลี่ยงการยกแขนสูงเหนือศีรษะและการยกของหนัก
  • ใส่บราพยุงตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
  • ค่อย ๆ เพิ่มการออกกำลังกายทีละขั้น ดูเกณฑ์แต่ละช่วงได้ที่ ออกกำลังกายหลังเสริมหน้าอก

อาการที่ต้องแจ้งแพทย์ทันที

ถ้าแผลแยก มีน้ำเหลืองหรือหนองไหล หรือแผลแดงและร้อนขึ้นเรื่อย ๆ อาจไม่ใช่เรื่องแผลเป็น แต่เป็นปัญหาการหายของแผล การติดเชื้อและการอักเสบที่ยืดเยื้อเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้แผลหนาตัวเสียเอง เห็นสัญญาณแบบนี้ให้ติดต่อโรงพยาบาลในวันนั้นเลยค่ะ วิธีรับมืออาการอื่น ๆ ดูได้ที่ ผลข้างเคียงเสริมหน้าอก

Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: เดือนแรก “แผลที่ติดสะอาด” และ “แผลที่ไม่ถูกดึง” สำคัญกว่าครีมลดรอยแผลเป็นราคาแพงค่ะ

1 เดือน–1 ปี: ช่วงที่แผลเป็นเสริมหน้าอกกำลังเข้าที่

แม้แผลจะปิดสนิทแล้ว แผลเป็นเสริมหน้าอกยังเปลี่ยนแปลงต่อไปนานกว่า 1 ปี ช่วงไม่กี่เดือนแรกแผลมักแดงและแข็ง แล้วค่อย ๆ จางลงและนิ่มขึ้นตามเวลา ซึ่งเป็นการหายตามปกติค่ะ

ตำราเรื่องแผลเป็น (The Scar Book, 2017) ระบุว่า แผลเป็นนูนมักเริ่มปรากฏในช่วง 4–8 สัปดาห์หลังเกิดแผล อาจหนาขึ้นเร็วจนถึงประมาณ 6 เดือน แล้วจึงค่อย ๆ ยุบลงในช่วงหลายปีต่อมา ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะทองที่จะจับสัญญาณแผลหนาได้เร็วและเริ่มแก้ไขก่อนค่ะ

ช่วงเวลา ลักษณะแผลโดยทั่วไป หัวใจของการดูแล
หลังผ่าตัด–1 เดือน แผลกำลังติดและเริ่มเกิดแผลเป็น ทำแผล ตัดไหม ลดแรงดึง
1–6 เดือน อาจแดงและแข็ง ต้องคอยดูว่าหนาขึ้นไหม แผ่น/เจลซิลิโคน กันแดด ตรวจตามนัด
6 เดือน–1 ปีขึ้นไป สีจางลงและนิ่มขึ้น ประเมินความแดง รอยดำ ความหนาที่เหลือ แล้วรักษาเพิ่มถ้าจำเป็น
ตารางดูแลแผลเป็นเสริมหน้าอกตามช่วงเวลา ตั้งแต่หลังผ่าตัดถึง 1 ปี

แผ่นซิลิโคนและเจลซิลิโคน: เริ่มเมื่อไหร่ ใช้นานแค่ไหน

ตามตำราเรื่องแผลเป็น แพทย์แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ซิลิโคนดูแลแผลเป็นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 วิธีใช้ที่แนะนำคือ

  • เริ่มเมื่อไหร่: หลังผิวปิดแผลสนิทแล้ว ราว ๆ 2 สัปดาห์หลังเกิดแผล (หลังตัดไหม)
  • วันละกี่ชั่วโมง: 12–24 ชั่วโมงต่อวัน
  • ใช้นานแค่ไหน: 12–24 สัปดาห์ (ประมาณ 3–6 เดือน)

สำหรับแผลที่หน้าอกโดยเฉพาะ มีงานวิจัยในวารสารศัลยกรรมตกแต่ง (Cruz-Korchin, Ann Plast Surg 1996) ที่พบว่าแผ่นซิลิโคนช่วยป้องกันแผลเป็นนูนหลังผ่าตัดเต้านมได้ค่ะ

แต่ก็มีข้อจำกัด งานวิจัยเรื่องซิลิโคนจำนวนมากยังมีคุณภาพไม่สูง ทำให้ Cochrane Review เรื่องแผ่นซิลิโคนเจล (การทบทวนที่รวบรวมงานวิจัยหลายชิ้นมาประเมินคุณภาพหลักฐานในระดับสากล) สรุปว่าผลยังไม่ชัดเจนนัก ถึงอย่างนั้น แนวทางดูแลแผลเป็นระดับนานาชาติก็ยังแนะนำซิลิโคนเป็น “ตัวเลือกแรก” ในการป้องกันและรักษาแผลเป็นนูนค่ะ

เลือกแบบไหนดี? แผ่นซิลิโคนเหมาะกับแผลใต้ราวนมที่ขยับน้อยกว่า ส่วนเจลซิลิโคนสะดวกกับแผลรักแร้ที่ใช้แขนบ่อยจนแผ่นหลุดง่าย อาจมีผื่นได้บ้างแต่พบไม่บ่อย ถ้าแดงหรือคันให้หยุดใช้แล้วปรึกษาแพทย์ค่ะ

นวดแผลเป็น

เมื่อแผลปิดสนิทและแพทย์อนุญาตแล้ว (ส่วนใหญ่หลังผ่าตัด 3–4 สัปดาห์) ใช้ปลายนิ้วนวดวนเบา ๆ เริ่มจากรอบแผล อาจช่วยลดความรู้สึกว่าแผลยึดติดกับเนื้อด้านล่างได้ แต่ผลของการนวดยังไม่มีงานวิจัยยืนยันมากพอ ถ้าเจ็บหรือแผลแดงขึ้นให้หยุด และมองการนวดเป็นตัวเสริมที่ทำคู่กับซิลิโคน ไม่ใช่วิธีหลักค่ะ

กันแดดและรอยดำบริเวณรักแร้

แผลเป็นสีคล้ำกว่าผิวรอบ ๆ (รอยดำ) พบบ่อยในคนผิวสีเข้มและในแผลที่โดนแดดมาก มีงานวิจัยจากญี่ปุ่น (Murakami และคณะ, 2024) ที่ติดตามคนไข้ชาวเอเชีย 101 คนหลังผ่าตัดสร้างเต้านมใหม่เป็นเวลา 5 ปี (ทุกคนยังมีปัญหาแผลเป็นอยู่แม้ผ่านไปเกิน 1 ปีแล้ว) พบว่าความแดงดีขึ้น 82% แต่รอยดำดีขึ้นเพียง 21% ค่ะ

งานวิจัยนี้ศึกษาในคนไข้ผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม (หลังผ่าตัดมะเร็ง) ไม่ใช่คนไข้เสริมหน้าอก จึงต้องตีความอย่างระมัดระวัง แต่ก็สะท้อนว่ารอยดำบนแผลเป็นอาจอยู่ได้นาน ป้องกันไว้ก่อนจึงคุ้มกว่า

  • แดดเมืองไทยแรงเกือบทั้งปี ถ้าแผลต้องโดนแดด เช่น ใส่ชุดว่ายน้ำหรือเสื้อแขนกุด ให้ทากันแดด หรือปิดด้วยเสื้อผ้า/แผ่นซิลิโคน
  • แผลรักแร้เสี่ยงรอยดำง่าย เลี่ยงการเสียดสีแรง ๆ และงดผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองบนแผล
  • ดูแลเป็นพิเศษตลอดช่วงที่แผลยังแดง (ส่วนใหญ่คือปีแรก)

เช็กแผลเองเดือนละครั้ง 5 ข้อ

ถ่ายรูปแผลเดือนละครั้งใต้แสงเดียวกัน จะเทียบความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แล้วดู 5 ข้อนี้ค่ะ

  • สี: ความแดงจางลงเรื่อย ๆ ไหม หรือกลับเข้มเป็นสีน้ำตาล
  • ความสูง: นูนกว่าผิวหรือแข็งขึ้นไหม
  • ความกว้าง: แผลถ่างกว้างกว่าตอนแรกไหม
  • ขอบเขต: ลามออกนอกแนวแผลเดิมไหม
  • อาการ: คันหรือเจ็บมากขึ้นไหม

ถ้าแผลจางลงและนิ่มขึ้น มีแนวโน้มว่าเป็นการหายตามปกติ แต่ถ้านูนขึ้น กว้างขึ้น ลามออกนอกแนวแผล หรือคันและเจ็บมากขึ้น ไม่ต้องรอนัด ติดต่อแพทย์ก่อนได้เลยค่ะ

Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: แผลเป็นเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในช่วง 6 เดือนแรก ใช้ซิลิโคนและกันแดดอย่างสม่ำเสมอ และถ้าเห็นแววว่าแผลหนาขึ้น อย่ารอ ให้มาตรวจทันทีค่ะ

ครีมทาแผลเป็นหรือแผ่นแปะ เลือกแบบไหนดี

เดินเข้าร้านขายยาจะเห็นครีมลดรอยแผลเป็นและแผ่นแปะหลายสิบแบบ แต่สำหรับแผลเป็นเสริมหน้าอก หลักฐานของแต่ละกลุ่มต่างกันมาก แทนที่จะดูยี่ห้อ ให้ดู ส่วนประกอบหลัก ก่อนค่ะ

กลุ่มผลิตภัณฑ์ หลักฐาน/การใช้ (ตามตำรา) ใช้เมื่อไหร่ อย่างไร
แผ่น/เจลซิลิโคน แนะนำเป็นตัวเลือกแรก (แม้คุณภาพงานวิจัยยังไม่สูง) หลังแผลปิด วันละ 12–24 ชั่วโมง 3–6 เดือน
แผ่นไฮโดรคอลลอยด์ ใช้เป็นแผ่นปิดแผลแบบชุ่มชื้น ช่วงแผลกำลังหายระยะแรก ตามที่แพทย์แนะนำ
วิตามินอี / สารสกัดหัวหอม หลักฐานยืนยันผลยังไม่เพียงพอ ไม่จำเป็น ถ้าผิวอักเสบให้หยุด
ยา/เทปสเตียรอยด์ ใช้รักษาแผลเป็นนูนและคีลอยด์ ต้องมีใบสั่งแพทย์ (ผิวอาจบางลง)

ซิลิโคน

เป็นกลุ่มที่มีงานวิจัยสะสมมากที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ดูแลแผลเป็น จะเลือกแบบแผ่นหรือแบบเจลก็ได้ค่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าส่วนผสมปลีกย่อยคือ เลือกแบบที่เราใช้ได้ต่อเนื่องทุกวัน

แผ่นไฮโดรคอลลอยด์

เป็นแผ่นปิดแผลที่รักษาความชุ่มชื้นให้แผล ส่วนใหญ่ใช้ช่วงแผลกำลังหายระยะแรก และหลายรุ่นกันน้ำได้ อาบน้ำสะดวก แต่จะเริ่มแปะบนแผลผ่าตัดได้เมื่อไหร่ ให้ทำตามคำแนะนำของโรงพยาบาลค่ะ

วิตามินอี / สารสกัดหัวหอม

ถึงจะมีคนบอกต่อว่า “ช่วยลดรอยแผลเป็น” แต่ตำราศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery Vol.1) สรุปว่ายาทั่วไปอย่างวิตามินอีหรือสารสกัดหัวหอม ยังมีหลักฐานไม่พอว่าป้องกันหรือรักษาแผลเป็นได้ ถ้าทาแล้วแดงหรือคัน ให้หยุดทันทีค่ะ

ยาสเตียรอยด์ (ต้องมีใบสั่งแพทย์)

เป็นยาที่แพทย์สั่งเพื่อช่วยให้แผลเป็นนูนหรือคีลอยด์แบนลง ถ้าใช้นานอาจทำให้ผิวบางลง จึงต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น ไม่ควรซื้อมาทาเองค่ะ

Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: แทนที่จะเปลี่ยนครีมแพง ๆ ไปเรื่อย ๆ ให้เลือกซิลิโคนสักหนึ่งอย่าง แล้วใช้ให้ครบทั้งจำนวนชั่วโมงและจำนวนเดือน แบบนี้ตรงกับหลักฐานมากกว่าค่ะ

แผลเป็นนูนและคีลอยด์หลังเสริมหน้าอก: ฉีดยาและเลเซอร์

ถึงดูแลดีแล้ว บางคนก็ยังมีแผลเป็นเสริมหน้าอกที่นูนหนาหรือแดงนานตามสภาพผิว เมื่อเป็นแบบนี้ ขั้นแรกคือแยกให้ได้ว่าเป็นแผลเป็นชนิดไหน แล้วเลือกการรักษาให้ตรงชนิดค่ะ

แผลเป็นนูน vs คีลอยด์ ต่างกันอย่างไร

  • แผลเป็นนูน (Hypertrophic scar): หนาและแดงนูนขึ้น แต่อยู่ภายในขอบเขตแผลเดิม บางครั้งยุบลงเองได้เมื่อเวลาผ่านไป
  • คีลอยด์ (Keloid): ลุกลามเกินขอบแผลเดิมออกไปยังผิวรอบ ๆ ไม่ค่อยยุบเอง และตัดออกแล้วกลับเป็นซ้ำบ่อย หน้าอกส่วนบนเป็นบริเวณที่เกิดคีลอยด์ได้ง่าย

ความต่างนี้มีผลต่อการตอบสนองต่อการรักษาด้วย บทความรวบรวมงานวิจัยในวารสารศัลยกรรมตกแต่งระบุว่า งานวิจัยหลายชุดพบแผลเป็นนูนดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังใช้เจลซิลิโคนราว 80–100% แต่ในคีลอยด์ได้ผลเพียงราว 35% ค่ะ

ถ้าหมั่นสังเกตแล้วรีบรักษาตั้งแต่เห็นสัญญาณผิดปกติ หลายกรณีหยุดไม่ให้ลุกลามหรือทำให้ดีขึ้นได้ ถ้าแผลหนาขึ้นเรื่อย ๆ คันหรือเจ็บ หรือขยายเกินขอบแผล ให้มาพบแพทย์ทันทีแม้ยังไม่ถึง 6 เดือนค่ะ

ฉีดสเตียรอยด์เข้าแผลเป็น

เป็นการรักษามาตรฐานที่ใช้กันมานานสำหรับแผลเป็นนูนและคีลอยด์ระยะแรก ตามตำราเรื่องแผลเป็น โดยทั่วไปจะฉีดเข้าในแผลทุก 3–4 สัปดาห์ รวม 3–4 ครั้ง บางรายอาจต้องต่อเนื่องนานกว่านั้น และช่วยลดอาการคันและเจ็บได้ด้วย

ข้อควรรู้คือ ผลตอบสนองต่างกันมากในแต่ละงานวิจัย อัตรากลับเป็นซ้ำรายงานไว้ที่ 9–50% และอาจมีผลข้างเคียง เช่น ผิวบางลง เห็นเส้นเลือดฝอย หรือเจ็บตอนฉีด สำหรับคีลอยด์ขนาดเล็กหรือระยะแรก ตำราแนะนำให้ใช้สเตียรอยด์ร่วมกับซิลิโคนและการกดทับเป็นแนวทางแรกค่ะ

เลเซอร์รักษาแผลเป็น

  • เลเซอร์หลอดเลือด (เช่น Pulsed Dye Laser): ใช้ลดความแดงและอาการคันของแผล มีรายงานว่าได้ผลระดับหนึ่ง แต่งานวิจัยยังเล็ก จึงยังสรุปไม่ได้ชัด
  • Fractional Laser (เช่น CO2): ใช้เกลี่ยความหนาและผิวที่ขรุขระของแผล บางครั้งใช้ร่วมกับการฉีดสเตียรอยด์

ทั้งเลเซอร์และการฉีดยาไม่ได้ “ลบ” แผลเป็นให้หายไป แต่ช่วยให้แผลดูเด่นน้อยลง อาจต้องทำหลายครั้ง และหลังทำอาจแดงหรือสีผิวเปลี่ยนชั่วคราวได้ค่ะ

ควรเริ่มรักษาเมื่อไหร่

แพทย์จะกำหนดจากสภาพแผล ถ้าแดงนานหรือมีแววหนาขึ้น อาจเริ่มรักษาก่อนแผลจะเข้าที่ ส่วนถ้าต้องการเกลี่ยรูปร่างและผิวสัมผัส มักประเมินหลังแผลเข้าที่ระดับหนึ่ง (ส่วนใหญ่หลัง 6 เดือน) ถ้าแผลถ่างกว้างมาก หรือมีปัญหาตำแหน่งซิลิโคนร่วมด้วย อาจพิจารณาผ่าตัดแก้แผลเป็นค่ะ

Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: แผลที่เริ่มหนา อย่าคิดว่า “รอไปเดี๋ยวก็ดีขึ้น” การรีบให้แพทย์ดูเร็วคือหัวใจ เพราะถ้าเริ่มรักษาเร็ว วิธีรักษาก็มักเบากว่าค่ะ

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลเป็นเสริมหน้าอก

แผลเป็นเสริมหน้าอกหายไปได้หมดไหม?

ไม่หายไปหมดค่ะ ส่วนใหญ่จะจางลงและนิ่มขึ้นจนสังเกตยากขึ้น แต่หน้าตาสุดท้ายของแผลขึ้นกับตำแหน่งแผล สภาพผิว และการดูแล แผลเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี จึงไม่ควรตัดสินจากหน้าตาแผลในไม่กี่เดือนแรก

ถ้าแผลเป็นนูนแดงขึ้นมาควรทำอย่างไร?

อาจเป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ ควรพบแพทย์ทันทีค่ะ แพทย์จะเลือกระหว่างใช้ซิลิโคนต่อ ฉีดสเตียรอยด์ หรือเลเซอร์ ตามชนิดของแผล หัวใจคือสังเกตบ่อยและเริ่มรักษาเร็ว

แผ่นซิลิโคนลดรอยแผลเป็นควรเริ่มใช้เมื่อไหร่และนานแค่ไหน?

ตามตำรา เริ่มหลังผิวปิดแผลสนิท (ราว 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด หลังตัดไหม) ใช้วันละ 12–24 ชั่วโมง ต่อเนื่องประมาณ 3–6 เดือนค่ะ เวลาเริ่มอาจต่างกันตามสภาพแผล ควรให้แพทย์ตรวจก่อนเริ่ม

ต้องดูแลแผลเสริมหน้าอกนานแค่ไหน?

ซิลิโคนโดยทั่วไปใช้ 3–6 เดือน ส่วนกันแดดควรทำต่อเนื่องตลอดช่วงที่แผลยังแดง (ส่วนใหญ่คือปีแรก) ถ้าแผลมีแววหนาขึ้น อาจต้องดูแลนานกว่านั้นค่ะ

คนที่เป็นคีลอยด์ง่ายเสริมหน้าอกได้ไหม?

ไม่ได้ห้ามเสมอไปค่ะ แต่แผลเป็นเสริมหน้าอกมีโอกาสหนาตัวมากกว่า จึงต้องแจ้งแพทย์ก่อนผ่าตัด หน้าอกส่วนบนเป็นจุดที่เกิดคีลอยด์ง่าย แพทย์จะนำมาพิจารณาตอนเลือกตำแหน่งแผล วางแผนลดแรงดึงตั้งแต่หลังผ่าตัด เริ่มซิลิโคนทันทีที่แผลปิด และนัดตรวจถี่ขึ้น ควรคุยเรื่องความเสี่ยงและความคาดหวังให้ชัดก่อนตัดสินใจ

แผลเป็นจากยกกระชับหน้าอกดูแลเหมือนกันไหม?

หลักการเหมือนกันค่ะ คือ ลดแรงดึง ใช้ซิลิโคน กันแดด และรักษาเร็วถ้าแผลหนาขึ้น แต่การยกกระชับหน้าอกมีแผลยาวกว่า (รอบลานนม แนวตั้ง หรือถึงใต้ราวนม) จึงต้องดูแลบริเวณที่กว้างกว่า

สรุป: ดูแลแผลเป็นเสริมหน้าอกให้ตรงช่วงเวลาและสภาพผิว

แผลเป็นเสริมหน้าอกไม่ได้จบในวันผ่าตัด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพักฟื้นที่ยาวเกิน 1 ปี หลักพื้นฐานมี 4 ข้อ คือ เลือกตำแหน่งแผลให้เหมาะกับร่างกาย ดูแลให้แผลติดสะอาดในเดือนแรก ใช้ซิลิโคนและกันแดดสม่ำเสมอในหลายเดือนต่อมา และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อแผลเริ่มหนาค่ะ

ถ้ากังวลว่าผิวตัวเองเป็นแผลนูนง่าย หรือยังกังวลใจกับแผลจากการเสริมหน้าอกที่ทำไปแล้ว ลองเช็กก่อนว่าแผลอยู่ในระยะไหนและมีแววหนาขึ้นหรือไม่ วิธีดูแลต่างกันตามสภาพผิวและลักษณะแผล ปรึกษาเรื่อง เสริมหน้าอกที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน ได้ค่ะ

สามารถทักแชทเข้ามาปรึกษาฟรีผ่าน LINE: @339fwnst หรือโทรหาล่ามภาษาไทยที่ +82-10-6864-1175 พร้อมส่งรูปแผลที่ถ่ายไว้ เพื่อรับการประเมินและราคาเฉพาะบุคคลค่ะ

เอกสารอ้างอิง: Plastic Surgery Vol.5 Breast (Breast augmentation), Plastic Surgery Vol.1 Principles (Scar prevention, treatment, and revision), Plastic Surgery Vol.4 Trunk and Burns, The Scar Book: Formation, Mechanism, and Treatment (2017), Cruz-Korchin NI. Ann Plast Surg. 1996;37:345–348, Murakami R และคณะ. Scar Healing after Breast Reconstruction: A 5-year Follow-up in Asian Patients. 2024

เขียนและตรวจทานโดย: นพ. อี ซองอุค (ศัลยแพทย์ตกแต่ง) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน

※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ

Leave a Comment

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *