แผลเป็นเสริมหน้าอก คือรอยแผลผ่าตัดที่เหลืออยู่ตรงตำแหน่งที่แพทย์กรีดเพื่อใส่ซิลิโคน (ใต้ราวนม รักแร้ หรือขอบลานนม) ซึ่งจะออกมาแบบไหนขึ้นกับตำแหน่งแผล สภาพผิว และการดูแลในช่วง 1 ปีหลังผ่าตัดค่ะ
คำถามที่คุณหมอได้ยินบ่อยที่สุดตอนปรึกษาเสริมหน้าอกซิลิโคนคือ “แผลจะเห็นชัดไหมคะ?” คำตอบตรง ๆ คือ แผลเป็นยังคงอยู่ แต่จะจางและเรียบแค่ไหน ขึ้นอยู่กับการดูแลหลังผ่าตัดเป็นส่วนใหญ่ค่ะ
บทความนี้ไม่ได้เปรียบเทียบว่าควรเลือกกรีดตรงไหน (ข้อดีข้อเสียของแต่ละวิธีอ่านได้ที่ วิธีเลือกตำแหน่งกรีดเสริมหน้าอก) แต่จะพาไปดูเรื่อง “หลังกรีดไปแล้ว” ล้วน ๆ ตั้งแต่ลักษณะแผลแต่ละจุด ตารางดูแลตลอด 1 ปี วิธีเลือกแผ่นซิลิโคนหรือครีมทาแผล ไปจนถึงการรักษาแผลเป็นนูนและคีลอยด์ โดยอ้างอิงตำราศัลยกรรมตกแต่งและงานวิจัย แล้วเล่าให้เข้าใจง่ายที่สุดค่ะ
แผลเป็นเสริมหน้าอก ต่างกันอย่างไรตามตำแหน่งแผล 3 จุด
การเสริมหน้าอกใช้แผลหลัก ๆ 3 ตำแหน่ง คือ ใต้ราวนม รักแร้ และขอบลานนมด้านล่าง ตำราศัลยกรรมเต้านม (Plastic Surgery Vol.5 Breast) อธิบายว่า การเลือกตำแหน่งต้องดูหลายอย่างพร้อมกัน ทั้งชนิดและขนาดซิลิโคน รูปร่าง ความต้องการของคนไข้ และมุมมองที่ศัลยแพทย์ต้องใช้ระหว่างผ่าตัด ไม่ได้เลือกจาก “แผลซ่อนได้มิดที่สุด” อย่างเดียวค่ะ ในบทความนี้เราจะมองเฉพาะเรื่องแผลเป็นเท่านั้น
| ตำแหน่งแผล | แผลอยู่ตรงไหน | อาจเห็นแผลตอนไหน | จุดที่ต้องดูแลเป็นพิเศษ |
|---|---|---|---|
| ใต้ราวนม | ร่องพับใต้เต้านม | ตอนนอนราบ ยกแขน หรือใส่บิกินี่ | ขอบบราเสียดสีและแรงดึงที่แผล |
| รักแร้ | ในรอยพับรักแร้ | ตอนยกแขนขึ้น | รอยดำ แดด การโกนหรือแว็กซ์ขน และเหงื่อ |
| ขอบลานนม | รอยต่อระหว่างลานนมกับผิวรอบ ๆ | เมื่อมองใกล้ ๆ | แผลถ่างกว้าง หรือแผลดูขาวกว่าลานนม |
แผลใต้ราวนม (Inframammary)

เป็นการกรีดตามร่องพับใต้เต้านมตามธรรมชาติ ซึ่งเป็นวิธีที่ใช้กันมากในการเสริมหน้าอก ข้อดีคือแพทย์มองเห็นช่องใส่ซิลิโคนได้โดยตรง และรบกวนเนื้อเยื่อรอบ ๆ น้อยค่ะ
ลักษณะแผล: ตอนยืน เต้านมจะบังแผลไว้ แต่เวลานอนราบหรือใส่ชุดว่ายน้ำที่เห็นร่องใต้อก อาจมองเห็นได้
จุดที่ต้องดูแล: หน้าอกเป็นบริเวณที่ผิวถูกดึงทุกครั้งที่ใช้แขนหรือขยับตัว แรงดึงนี้คือปัจจัยเสี่ยงสำคัญของแผลเป็นนูน (แผลที่หนาและนูนขึ้นมา) ช่วงแรกจึงควรลดท่าที่ดึงแผล และเลือกบราที่ขอบไม่ถูแผลตรง ๆ ค่ะ
แผลรักแร้ (Transaxillary)

แพทย์กรีดในรอยพับรักแร้แล้วสอดซิลิโคนเข้าไป แผลจึงอยู่ที่รักแร้ ไม่ได้อยู่บนเต้านมเลยค่ะ
ลักษณะแผล: เวลาแขนแนบลำตัว รอยพับจะบังแผลไว้ จะเห็นก็ต่อเมื่อยกแขนขึ้น
จุดที่ต้องดูแล: ผิวรักแร้มีสีเข้มกว่าส่วนอื่นอยู่แล้วและเกิดรอยดำได้ง่าย อากาศเมืองไทยที่ร้อนและเหงื่อออกมากยิ่งทำให้แผลอับชื้น ช่วงแรกควรงดยกแขนหนัก ๆ ซับเหงื่อให้แห้ง และงดโกน แว็กซ์ หรือเลเซอร์ขนรักแร้ตรงแผลจนกว่าแพทย์จะอนุญาตค่ะ
แผลขอบลานนม (Periareolar)

กรีดตามขอบล่างของลานนม ถ้าสีลานนมกับผิวรอบ ๆ ต่างกันชัด แผลจะกลืนไปกับรอยต่อของสีได้ดีค่ะ
ลักษณะแผล: มักไม่ค่อยเด่นเพราะซ่อนอยู่ตรงขอบสี แต่ต้องรู้ไว้ว่าแผลอยู่ด้านหน้าของเต้านม คนที่ลานนมสีเข้มอาจเห็นแผลเป็นเส้นสีขาวกว่าบริเวณรอบ ๆ
จุดที่ต้องดูแล: สังเกตว่าแผลถ่างกว้างหรือนูนขึ้นหรือไม่ ส่วนเรื่องความรู้สึกที่หัวนมและการให้นมบุตร ควรคุยกับแพทย์ให้ชัดตั้งแต่ก่อนผ่าตัดค่ะ
ผิวแบบไหนเสี่ยงแผลเป็นนูน?
ผิวบางแบบเสี่ยงแผลเป็นนูนมากกว่าจริง ๆ ค่ะ นี่คือเหตุผลที่กรีดตำแหน่งเดียวกัน แต่แผลเป็นเสริมหน้าอกของแต่ละคนออกมาไม่เหมือนกัน ตำราศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery Vol.4) ระบุปัจจัยเสี่ยงของแผลเป็นนูนไว้ดังนี้
- แผลอยู่บริเวณที่ผิวถูกดึงเวลาขยับ เช่น หน้าอกและหัวไหล่
- แผลติดเชื้อหรือแผลแยก จนอักเสบนาน
- ผิวสีค่อนข้างเข้ม
- ช่วงที่ฮอร์โมนเปลี่ยนมาก เช่น ตั้งครรภ์
นอกจากนี้ ถ้าเคยมีแผลผ่าตัดเก่า รูเจาะหู หรือรอยสิวที่นูนหนาขึ้นมา ควรบอกแพทย์ตอนปรึกษาด้วย เพราะคนที่เคยมีแผลนูนมาก่อนต้องวางแผนป้องกันให้ละเอียดขึ้นตั้งแต่วันแรกค่ะ
ความยาวแผลก็มีผล การใช้อุปกรณ์ช่วยสอดซิลิโคนช่วยให้แผลสั้นลงได้ แต่ถ้าบีบแผลให้เล็กเกินไป ขอบผิวจะถูกยืดและถูกกดระหว่างใส่ซิลิโคน จนแผลอาจแย่กว่าเดิม หลักการคือกำหนดความยาวแผลให้เหมาะกับชนิดและขนาดซิลิโคนค่ะ
Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: อย่าเลือกตำแหน่งแผลจาก “ตรงไหนมองไม่เห็น” อย่างเดียว ให้เลือกจุดที่ใส่ซิลิโคนได้ปลอดภัยสำหรับร่างกายเรา และถ้าเกิดแผลเป็นขึ้นมาก็ดูแลได้ง่ายค่ะ
หลังผ่าตัด–1 เดือน: ดูแลแผลเสริมหน้าอกช่วงแรก
เดือนแรกคือช่วงที่แผลกำลังติดและสร้าง “ฐาน” ของแผลเป็น สิ่งสำคัญกว่าการหาครีมมาทาคือ ให้แผลติดสนิทและสะอาด และไม่ให้แผลถูกดึงค่ะ ตารางพักฟื้นทั่วไป เช่น การใส่บรา อาบน้ำ และกลับไปทำงาน สรุปไว้ในบทความ ดูแลหลังเสริมหน้าอก
ทำแผลและตัดไหม
- ทำความสะอาดแผลและใช้ยาตามที่โรงพยาบาลแนะนำเท่านั้น
- โดยทั่วไปจะตัดไหมภายใน 1–2 สัปดาห์หลังผ่าตัด ห้ามเกาแผลหรือแกะสะเก็ดออกเอง
- หลังตัดไหม แพทย์อาจติดเทปปิดแผลให้ เทปจะช่วยยึดขอบแผลทั้งสองฝั่งไว้และลดแรงดึง จึงเป็นตัวช่วยป้องกันแผลหนาตัวค่ะ
ลดแรงดึงที่แผล
ตำราศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery Vol.1 Principles) จัดให้เต้านมและหน้าอกเป็นบริเวณเสี่ยงสูงที่แผลจะหนาตัว และแนะนำให้ป้องกันตั้งแต่แรก บราพยุงหรือสายรัดหน้าอกที่ช่วยประคองผิวก็เป็นตัวช่วยลดแรงดึงจากภายนอกค่ะ
- 2–3 สัปดาห์แรก เลี่ยงการยกแขนสูงเหนือศีรษะและการยกของหนัก
- ใส่บราพยุงตามระยะเวลาที่แพทย์กำหนด
- ค่อย ๆ เพิ่มการออกกำลังกายทีละขั้น ดูเกณฑ์แต่ละช่วงได้ที่ ออกกำลังกายหลังเสริมหน้าอก
อาการที่ต้องแจ้งแพทย์ทันที
ถ้าแผลแยก มีน้ำเหลืองหรือหนองไหล หรือแผลแดงและร้อนขึ้นเรื่อย ๆ อาจไม่ใช่เรื่องแผลเป็น แต่เป็นปัญหาการหายของแผล การติดเชื้อและการอักเสบที่ยืดเยื้อเป็นปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้แผลหนาตัวเสียเอง เห็นสัญญาณแบบนี้ให้ติดต่อโรงพยาบาลในวันนั้นเลยค่ะ วิธีรับมืออาการอื่น ๆ ดูได้ที่ ผลข้างเคียงเสริมหน้าอก
Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: เดือนแรก “แผลที่ติดสะอาด” และ “แผลที่ไม่ถูกดึง” สำคัญกว่าครีมลดรอยแผลเป็นราคาแพงค่ะ
1 เดือน–1 ปี: ช่วงที่แผลเป็นเสริมหน้าอกกำลังเข้าที่
แม้แผลจะปิดสนิทแล้ว แผลเป็นเสริมหน้าอกยังเปลี่ยนแปลงต่อไปนานกว่า 1 ปี ช่วงไม่กี่เดือนแรกแผลมักแดงและแข็ง แล้วค่อย ๆ จางลงและนิ่มขึ้นตามเวลา ซึ่งเป็นการหายตามปกติค่ะ
ตำราเรื่องแผลเป็น (The Scar Book, 2017) ระบุว่า แผลเป็นนูนมักเริ่มปรากฏในช่วง 4–8 สัปดาห์หลังเกิดแผล อาจหนาขึ้นเร็วจนถึงประมาณ 6 เดือน แล้วจึงค่อย ๆ ยุบลงในช่วงหลายปีต่อมา ช่วงนี้จึงเป็นจังหวะทองที่จะจับสัญญาณแผลหนาได้เร็วและเริ่มแก้ไขก่อนค่ะ
| ช่วงเวลา | ลักษณะแผลโดยทั่วไป | หัวใจของการดูแล |
|---|---|---|
| หลังผ่าตัด–1 เดือน | แผลกำลังติดและเริ่มเกิดแผลเป็น | ทำแผล ตัดไหม ลดแรงดึง |
| 1–6 เดือน | อาจแดงและแข็ง ต้องคอยดูว่าหนาขึ้นไหม | แผ่น/เจลซิลิโคน กันแดด ตรวจตามนัด |
| 6 เดือน–1 ปีขึ้นไป | สีจางลงและนิ่มขึ้น | ประเมินความแดง รอยดำ ความหนาที่เหลือ แล้วรักษาเพิ่มถ้าจำเป็น |

แผ่นซิลิโคนและเจลซิลิโคน: เริ่มเมื่อไหร่ ใช้นานแค่ไหน
ตามตำราเรื่องแผลเป็น แพทย์แนะนำให้ใช้ผลิตภัณฑ์ซิลิโคนดูแลแผลเป็นมาตั้งแต่ทศวรรษ 1980 วิธีใช้ที่แนะนำคือ
- เริ่มเมื่อไหร่: หลังผิวปิดแผลสนิทแล้ว ราว ๆ 2 สัปดาห์หลังเกิดแผล (หลังตัดไหม)
- วันละกี่ชั่วโมง: 12–24 ชั่วโมงต่อวัน
- ใช้นานแค่ไหน: 12–24 สัปดาห์ (ประมาณ 3–6 เดือน)
สำหรับแผลที่หน้าอกโดยเฉพาะ มีงานวิจัยในวารสารศัลยกรรมตกแต่ง (Cruz-Korchin, Ann Plast Surg 1996) ที่พบว่าแผ่นซิลิโคนช่วยป้องกันแผลเป็นนูนหลังผ่าตัดเต้านมได้ค่ะ
แต่ก็มีข้อจำกัด งานวิจัยเรื่องซิลิโคนจำนวนมากยังมีคุณภาพไม่สูง ทำให้ Cochrane Review เรื่องแผ่นซิลิโคนเจล (การทบทวนที่รวบรวมงานวิจัยหลายชิ้นมาประเมินคุณภาพหลักฐานในระดับสากล) สรุปว่าผลยังไม่ชัดเจนนัก ถึงอย่างนั้น แนวทางดูแลแผลเป็นระดับนานาชาติก็ยังแนะนำซิลิโคนเป็น “ตัวเลือกแรก” ในการป้องกันและรักษาแผลเป็นนูนค่ะ
เลือกแบบไหนดี? แผ่นซิลิโคนเหมาะกับแผลใต้ราวนมที่ขยับน้อยกว่า ส่วนเจลซิลิโคนสะดวกกับแผลรักแร้ที่ใช้แขนบ่อยจนแผ่นหลุดง่าย อาจมีผื่นได้บ้างแต่พบไม่บ่อย ถ้าแดงหรือคันให้หยุดใช้แล้วปรึกษาแพทย์ค่ะ
นวดแผลเป็น
เมื่อแผลปิดสนิทและแพทย์อนุญาตแล้ว (ส่วนใหญ่หลังผ่าตัด 3–4 สัปดาห์) ใช้ปลายนิ้วนวดวนเบา ๆ เริ่มจากรอบแผล อาจช่วยลดความรู้สึกว่าแผลยึดติดกับเนื้อด้านล่างได้ แต่ผลของการนวดยังไม่มีงานวิจัยยืนยันมากพอ ถ้าเจ็บหรือแผลแดงขึ้นให้หยุด และมองการนวดเป็นตัวเสริมที่ทำคู่กับซิลิโคน ไม่ใช่วิธีหลักค่ะ
กันแดดและรอยดำบริเวณรักแร้
แผลเป็นสีคล้ำกว่าผิวรอบ ๆ (รอยดำ) พบบ่อยในคนผิวสีเข้มและในแผลที่โดนแดดมาก มีงานวิจัยจากญี่ปุ่น (Murakami และคณะ, 2024) ที่ติดตามคนไข้ชาวเอเชีย 101 คนหลังผ่าตัดสร้างเต้านมใหม่เป็นเวลา 5 ปี (ทุกคนยังมีปัญหาแผลเป็นอยู่แม้ผ่านไปเกิน 1 ปีแล้ว) พบว่าความแดงดีขึ้น 82% แต่รอยดำดีขึ้นเพียง 21% ค่ะ
งานวิจัยนี้ศึกษาในคนไข้ผ่าตัดเสริมสร้างเต้านม (หลังผ่าตัดมะเร็ง) ไม่ใช่คนไข้เสริมหน้าอก จึงต้องตีความอย่างระมัดระวัง แต่ก็สะท้อนว่ารอยดำบนแผลเป็นอาจอยู่ได้นาน ป้องกันไว้ก่อนจึงคุ้มกว่า
- แดดเมืองไทยแรงเกือบทั้งปี ถ้าแผลต้องโดนแดด เช่น ใส่ชุดว่ายน้ำหรือเสื้อแขนกุด ให้ทากันแดด หรือปิดด้วยเสื้อผ้า/แผ่นซิลิโคน
- แผลรักแร้เสี่ยงรอยดำง่าย เลี่ยงการเสียดสีแรง ๆ และงดผลิตภัณฑ์ที่ระคายเคืองบนแผล
- ดูแลเป็นพิเศษตลอดช่วงที่แผลยังแดง (ส่วนใหญ่คือปีแรก)
เช็กแผลเองเดือนละครั้ง 5 ข้อ
ถ่ายรูปแผลเดือนละครั้งใต้แสงเดียวกัน จะเทียบความเปลี่ยนแปลงได้ง่าย แล้วดู 5 ข้อนี้ค่ะ
- สี: ความแดงจางลงเรื่อย ๆ ไหม หรือกลับเข้มเป็นสีน้ำตาล
- ความสูง: นูนกว่าผิวหรือแข็งขึ้นไหม
- ความกว้าง: แผลถ่างกว้างกว่าตอนแรกไหม
- ขอบเขต: ลามออกนอกแนวแผลเดิมไหม
- อาการ: คันหรือเจ็บมากขึ้นไหม
ถ้าแผลจางลงและนิ่มขึ้น มีแนวโน้มว่าเป็นการหายตามปกติ แต่ถ้านูนขึ้น กว้างขึ้น ลามออกนอกแนวแผล หรือคันและเจ็บมากขึ้น ไม่ต้องรอนัด ติดต่อแพทย์ก่อนได้เลยค่ะ
Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: แผลเป็นเปลี่ยนแปลงมากที่สุดในช่วง 6 เดือนแรก ใช้ซิลิโคนและกันแดดอย่างสม่ำเสมอ และถ้าเห็นแววว่าแผลหนาขึ้น อย่ารอ ให้มาตรวจทันทีค่ะ
ครีมทาแผลเป็นหรือแผ่นแปะ เลือกแบบไหนดี
เดินเข้าร้านขายยาจะเห็นครีมลดรอยแผลเป็นและแผ่นแปะหลายสิบแบบ แต่สำหรับแผลเป็นเสริมหน้าอก หลักฐานของแต่ละกลุ่มต่างกันมาก แทนที่จะดูยี่ห้อ ให้ดู ส่วนประกอบหลัก ก่อนค่ะ
| กลุ่มผลิตภัณฑ์ | หลักฐาน/การใช้ (ตามตำรา) | ใช้เมื่อไหร่ อย่างไร |
|---|---|---|
| แผ่น/เจลซิลิโคน | แนะนำเป็นตัวเลือกแรก (แม้คุณภาพงานวิจัยยังไม่สูง) | หลังแผลปิด วันละ 12–24 ชั่วโมง 3–6 เดือน |
| แผ่นไฮโดรคอลลอยด์ | ใช้เป็นแผ่นปิดแผลแบบชุ่มชื้น | ช่วงแผลกำลังหายระยะแรก ตามที่แพทย์แนะนำ |
| วิตามินอี / สารสกัดหัวหอม | หลักฐานยืนยันผลยังไม่เพียงพอ | ไม่จำเป็น ถ้าผิวอักเสบให้หยุด |
| ยา/เทปสเตียรอยด์ | ใช้รักษาแผลเป็นนูนและคีลอยด์ | ต้องมีใบสั่งแพทย์ (ผิวอาจบางลง) |
ซิลิโคน
เป็นกลุ่มที่มีงานวิจัยสะสมมากที่สุดในบรรดาผลิตภัณฑ์ดูแลแผลเป็น จะเลือกแบบแผ่นหรือแบบเจลก็ได้ค่ะ สิ่งที่สำคัญกว่าส่วนผสมปลีกย่อยคือ เลือกแบบที่เราใช้ได้ต่อเนื่องทุกวัน
แผ่นไฮโดรคอลลอยด์
เป็นแผ่นปิดแผลที่รักษาความชุ่มชื้นให้แผล ส่วนใหญ่ใช้ช่วงแผลกำลังหายระยะแรก และหลายรุ่นกันน้ำได้ อาบน้ำสะดวก แต่จะเริ่มแปะบนแผลผ่าตัดได้เมื่อไหร่ ให้ทำตามคำแนะนำของโรงพยาบาลค่ะ
วิตามินอี / สารสกัดหัวหอม
ถึงจะมีคนบอกต่อว่า “ช่วยลดรอยแผลเป็น” แต่ตำราศัลยกรรมตกแต่ง (Plastic Surgery Vol.1) สรุปว่ายาทั่วไปอย่างวิตามินอีหรือสารสกัดหัวหอม ยังมีหลักฐานไม่พอว่าป้องกันหรือรักษาแผลเป็นได้ ถ้าทาแล้วแดงหรือคัน ให้หยุดทันทีค่ะ
ยาสเตียรอยด์ (ต้องมีใบสั่งแพทย์)
เป็นยาที่แพทย์สั่งเพื่อช่วยให้แผลเป็นนูนหรือคีลอยด์แบนลง ถ้าใช้นานอาจทำให้ผิวบางลง จึงต้องใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์เฉพาะทางเท่านั้น ไม่ควรซื้อมาทาเองค่ะ
Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: แทนที่จะเปลี่ยนครีมแพง ๆ ไปเรื่อย ๆ ให้เลือกซิลิโคนสักหนึ่งอย่าง แล้วใช้ให้ครบทั้งจำนวนชั่วโมงและจำนวนเดือน แบบนี้ตรงกับหลักฐานมากกว่าค่ะ
แผลเป็นนูนและคีลอยด์หลังเสริมหน้าอก: ฉีดยาและเลเซอร์
ถึงดูแลดีแล้ว บางคนก็ยังมีแผลเป็นเสริมหน้าอกที่นูนหนาหรือแดงนานตามสภาพผิว เมื่อเป็นแบบนี้ ขั้นแรกคือแยกให้ได้ว่าเป็นแผลเป็นชนิดไหน แล้วเลือกการรักษาให้ตรงชนิดค่ะ
แผลเป็นนูน vs คีลอยด์ ต่างกันอย่างไร
- แผลเป็นนูน (Hypertrophic scar): หนาและแดงนูนขึ้น แต่อยู่ภายในขอบเขตแผลเดิม บางครั้งยุบลงเองได้เมื่อเวลาผ่านไป
- คีลอยด์ (Keloid): ลุกลามเกินขอบแผลเดิมออกไปยังผิวรอบ ๆ ไม่ค่อยยุบเอง และตัดออกแล้วกลับเป็นซ้ำบ่อย หน้าอกส่วนบนเป็นบริเวณที่เกิดคีลอยด์ได้ง่าย
ความต่างนี้มีผลต่อการตอบสนองต่อการรักษาด้วย บทความรวบรวมงานวิจัยในวารสารศัลยกรรมตกแต่งระบุว่า งานวิจัยหลายชุดพบแผลเป็นนูนดีขึ้นอย่างชัดเจนหลังใช้เจลซิลิโคนราว 80–100% แต่ในคีลอยด์ได้ผลเพียงราว 35% ค่ะ
ถ้าหมั่นสังเกตแล้วรีบรักษาตั้งแต่เห็นสัญญาณผิดปกติ หลายกรณีหยุดไม่ให้ลุกลามหรือทำให้ดีขึ้นได้ ถ้าแผลหนาขึ้นเรื่อย ๆ คันหรือเจ็บ หรือขยายเกินขอบแผล ให้มาพบแพทย์ทันทีแม้ยังไม่ถึง 6 เดือนค่ะ
ฉีดสเตียรอยด์เข้าแผลเป็น
เป็นการรักษามาตรฐานที่ใช้กันมานานสำหรับแผลเป็นนูนและคีลอยด์ระยะแรก ตามตำราเรื่องแผลเป็น โดยทั่วไปจะฉีดเข้าในแผลทุก 3–4 สัปดาห์ รวม 3–4 ครั้ง บางรายอาจต้องต่อเนื่องนานกว่านั้น และช่วยลดอาการคันและเจ็บได้ด้วย
ข้อควรรู้คือ ผลตอบสนองต่างกันมากในแต่ละงานวิจัย อัตรากลับเป็นซ้ำรายงานไว้ที่ 9–50% และอาจมีผลข้างเคียง เช่น ผิวบางลง เห็นเส้นเลือดฝอย หรือเจ็บตอนฉีด สำหรับคีลอยด์ขนาดเล็กหรือระยะแรก ตำราแนะนำให้ใช้สเตียรอยด์ร่วมกับซิลิโคนและการกดทับเป็นแนวทางแรกค่ะ
เลเซอร์รักษาแผลเป็น
- เลเซอร์หลอดเลือด (เช่น Pulsed Dye Laser): ใช้ลดความแดงและอาการคันของแผล มีรายงานว่าได้ผลระดับหนึ่ง แต่งานวิจัยยังเล็ก จึงยังสรุปไม่ได้ชัด
- Fractional Laser (เช่น CO2): ใช้เกลี่ยความหนาและผิวที่ขรุขระของแผล บางครั้งใช้ร่วมกับการฉีดสเตียรอยด์
ทั้งเลเซอร์และการฉีดยาไม่ได้ “ลบ” แผลเป็นให้หายไป แต่ช่วยให้แผลดูเด่นน้อยลง อาจต้องทำหลายครั้ง และหลังทำอาจแดงหรือสีผิวเปลี่ยนชั่วคราวได้ค่ะ
ควรเริ่มรักษาเมื่อไหร่
แพทย์จะกำหนดจากสภาพแผล ถ้าแดงนานหรือมีแววหนาขึ้น อาจเริ่มรักษาก่อนแผลจะเข้าที่ ส่วนถ้าต้องการเกลี่ยรูปร่างและผิวสัมผัส มักประเมินหลังแผลเข้าที่ระดับหนึ่ง (ส่วนใหญ่หลัง 6 เดือน) ถ้าแผลถ่างกว้างมาก หรือมีปัญหาตำแหน่งซิลิโคนร่วมด้วย อาจพิจารณาผ่าตัดแก้แผลเป็นค่ะ
Key Point จาก นพ. อี ซองอุค: แผลที่เริ่มหนา อย่าคิดว่า “รอไปเดี๋ยวก็ดีขึ้น” การรีบให้แพทย์ดูเร็วคือหัวใจ เพราะถ้าเริ่มรักษาเร็ว วิธีรักษาก็มักเบากว่าค่ะ
คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับแผลเป็นเสริมหน้าอก
แผลเป็นเสริมหน้าอกหายไปได้หมดไหม?
ไม่หายไปหมดค่ะ ส่วนใหญ่จะจางลงและนิ่มขึ้นจนสังเกตยากขึ้น แต่หน้าตาสุดท้ายของแผลขึ้นกับตำแหน่งแผล สภาพผิว และการดูแล แผลเปลี่ยนแปลงต่อเนื่องนานกว่า 1 ปี จึงไม่ควรตัดสินจากหน้าตาแผลในไม่กี่เดือนแรก
ถ้าแผลเป็นนูนแดงขึ้นมาควรทำอย่างไร?
อาจเป็นแผลเป็นนูนหรือคีลอยด์ ควรพบแพทย์ทันทีค่ะ แพทย์จะเลือกระหว่างใช้ซิลิโคนต่อ ฉีดสเตียรอยด์ หรือเลเซอร์ ตามชนิดของแผล หัวใจคือสังเกตบ่อยและเริ่มรักษาเร็ว
แผ่นซิลิโคนลดรอยแผลเป็นควรเริ่มใช้เมื่อไหร่และนานแค่ไหน?
ตามตำรา เริ่มหลังผิวปิดแผลสนิท (ราว 2 สัปดาห์หลังผ่าตัด หลังตัดไหม) ใช้วันละ 12–24 ชั่วโมง ต่อเนื่องประมาณ 3–6 เดือนค่ะ เวลาเริ่มอาจต่างกันตามสภาพแผล ควรให้แพทย์ตรวจก่อนเริ่ม
ต้องดูแลแผลเสริมหน้าอกนานแค่ไหน?
ซิลิโคนโดยทั่วไปใช้ 3–6 เดือน ส่วนกันแดดควรทำต่อเนื่องตลอดช่วงที่แผลยังแดง (ส่วนใหญ่คือปีแรก) ถ้าแผลมีแววหนาขึ้น อาจต้องดูแลนานกว่านั้นค่ะ
คนที่เป็นคีลอยด์ง่ายเสริมหน้าอกได้ไหม?
ไม่ได้ห้ามเสมอไปค่ะ แต่แผลเป็นเสริมหน้าอกมีโอกาสหนาตัวมากกว่า จึงต้องแจ้งแพทย์ก่อนผ่าตัด หน้าอกส่วนบนเป็นจุดที่เกิดคีลอยด์ง่าย แพทย์จะนำมาพิจารณาตอนเลือกตำแหน่งแผล วางแผนลดแรงดึงตั้งแต่หลังผ่าตัด เริ่มซิลิโคนทันทีที่แผลปิด และนัดตรวจถี่ขึ้น ควรคุยเรื่องความเสี่ยงและความคาดหวังให้ชัดก่อนตัดสินใจ
แผลเป็นจากยกกระชับหน้าอกดูแลเหมือนกันไหม?
หลักการเหมือนกันค่ะ คือ ลดแรงดึง ใช้ซิลิโคน กันแดด และรักษาเร็วถ้าแผลหนาขึ้น แต่การยกกระชับหน้าอกมีแผลยาวกว่า (รอบลานนม แนวตั้ง หรือถึงใต้ราวนม) จึงต้องดูแลบริเวณที่กว้างกว่า
สรุป: ดูแลแผลเป็นเสริมหน้าอกให้ตรงช่วงเวลาและสภาพผิว
แผลเป็นเสริมหน้าอกไม่ได้จบในวันผ่าตัด แต่เป็นส่วนหนึ่งของการพักฟื้นที่ยาวเกิน 1 ปี หลักพื้นฐานมี 4 ข้อ คือ เลือกตำแหน่งแผลให้เหมาะกับร่างกาย ดูแลให้แผลติดสะอาดในเดือนแรก ใช้ซิลิโคนและกันแดดสม่ำเสมอในหลายเดือนต่อมา และรีบพบแพทย์ทันทีเมื่อแผลเริ่มหนาค่ะ
ถ้ากังวลว่าผิวตัวเองเป็นแผลนูนง่าย หรือยังกังวลใจกับแผลจากการเสริมหน้าอกที่ทำไปแล้ว ลองเช็กก่อนว่าแผลอยู่ในระยะไหนและมีแววหนาขึ้นหรือไม่ วิธีดูแลต่างกันตามสภาพผิวและลักษณะแผล ปรึกษาเรื่อง เสริมหน้าอกที่โรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน ได้ค่ะ
สามารถทักแชทเข้ามาปรึกษาฟรีผ่าน LINE: @339fwnst หรือโทรหาล่ามภาษาไทยที่ +82-10-6864-1175 พร้อมส่งรูปแผลที่ถ่ายไว้ เพื่อรับการประเมินและราคาเฉพาะบุคคลค่ะ
เอกสารอ้างอิง: Plastic Surgery Vol.5 Breast (Breast augmentation), Plastic Surgery Vol.1 Principles (Scar prevention, treatment, and revision), Plastic Surgery Vol.4 Trunk and Burns, The Scar Book: Formation, Mechanism, and Treatment (2017), Cruz-Korchin NI. Ann Plast Surg. 1996;37:345–348, Murakami R และคณะ. Scar Healing after Breast Reconstruction: A 5-year Follow-up in Asian Patients. 2024
เขียนและตรวจทานโดย: นพ. อี ซองอุค (ศัลยแพทย์ตกแต่ง) ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน
※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ



