ดึงหน้า อายุ 60 70 ทำได้ไหม — ทำได้ค่ะ ดึงหน้า (facelift) คือการผ่าตัดยกกระชับผิวและชั้นพังผืด SMAS (ชั้นเนื้อเยื่อที่พยุงใบหน้าอยู่ใต้ผิว) ที่หย่อนลงตามวัย และไม่มีเพดานอายุตายตัว สิ่งที่แพทย์ใช้ตัดสินคือสุขภาพโดยรวม สภาพผิว และความคาดหวัง มากกว่าตัวเลขอายุค่ะ
บทความนี้ตอบ 3 เรื่องที่คนวัย 60–70 ปี และลูก ๆ ที่หาข้อมูลแทนคุณพ่อคุณแม่อยากรู้มากที่สุด คือ แพทย์ตรวจสุขภาพอะไรบ้างก่อนผ่าตัด การพักฟื้นต่างจากคนอายุน้อยอย่างไร และควรคาดหวังผลได้แค่ไหนค่ะ
- อายุ: ไม่มีเพดานตายตัว แพทย์ดูสุขภาพ สภาพผิว และความคาดหวังเป็นหลัก
- สุขภาพ: ความดัน เบาหวาน โรคหัวใจ ยาที่กินอยู่ และการสูบบุหรี่ ต้องประเมินก่อนเสมอ
- ยา: ห้ามหยุดยาละลายลิ่มเลือดเอง ต้องให้แพทย์ผู้สั่งยาและศัลยแพทย์ตัดสินใจร่วมกัน
- การพักฟื้น: บวมช้ำอาจนานกว่าคนอายุน้อย และควรมีคนช่วยดูแลในช่วงแรก
- ผลลัพธ์: เน้นความเป็นธรรมชาติ ไม่ดึงจนตึง แต่อาจไม่ได้ผลเท่าคนอายุน้อย
ถ้าอยากให้แพทย์ช่วยประเมินเบื้องต้นก่อนเดินทาง ทักแชทเข้ามาปรึกษาได้ที่ LINE: @339fwnst ค่ะ
สารบัญ
ดึงหน้า อายุ 60 70 ทำได้ไหม? อายุไม่ใช่ตัวตัดสิน
คำตอบสั้น ๆ สำหรับคำถามว่า «ดึงหน้า อายุ 60 70 ทำได้ไหม» คือ ไม่มีกฎว่าอายุเกินเท่าไรแล้วห้ามดึงหน้าค่ะ ตำราศัลยกรรมตกแต่งยังมีกรณีผู้ป่วยอายุ 68 ปีที่ผ่าตัดดึงหน้าร่วมกับดึงคอและเติมไขมัน ซึ่งแสดงว่าคนวัยนี้ก็ผ่าตัดได้ หากผ่านการประเมินสุขภาพ
โดยทั่วไป แพทย์จะมองว่าผู้ที่เหมาะกับการดึงหน้าควรมีคุณสมบัติเหล่านี้ค่ะ
- สุขภาพโดยรวมดี: ไม่มีโรคเรื้อรังที่รุนแรงหรือยังคุมไม่ได้
- ไม่สูบบุหรี่ หรือพร้อมเลิก: เพราะบุหรี่ส่งผลเสียต่อการหายของแผลและผลลัพธ์
- มีความคาดหวังที่เป็นจริง: เข้าใจว่าการผ่าตัดช่วยได้แค่ไหน และมีข้อจำกัดอะไร
- ตัดสินใจด้วยตัวเอง: อยากทำเพราะตัวเองต้องการ ไม่ใช่เพราะถูกกดดัน
ทำไมแพทย์ดูสุขภาพมากกว่าตัวเลขอายุ
ตำราศัลยกรรมระบุว่า ผู้ที่มาผ่าตัดฟื้นฟูใบหน้าส่วนใหญ่เป็นวัยกลางคนขึ้นไป จึงมีโอกาสมีโรคประจำตัวแฝงอยู่มากกว่าคนหนุ่มสาว แม้ภายนอกจะดูแข็งแรงดี ดังนั้นสิ่งที่ทำให้การผ่าตัดปลอดภัยหรือไม่ จึงอยู่ที่การคุมโรค ยาที่กิน และพฤติกรรมสุขภาพ มากกว่าวันเกิดในบัตรประชาชนค่ะ
คนอายุ 72 ปีที่คุมความดันได้ดีและไม่สูบบุหรี่ อาจพร้อมกว่าคนอายุ 60 ปีที่ความดันยังขึ้นลงไม่แน่นอนก็ได้ค่ะ ข้อมูลพื้นฐานเรื่องการดึงหน้าจาก American Society of Plastic Surgeons (ASPS) ก็ให้ความสำคัญกับสุขภาพและความคาดหวังของผู้เข้ารับการผ่าตัดเช่นกัน
แล้วอายุน้อยสุดควรเริ่มเมื่อไร (สรุปสั้น)
ฝั่งอายุน้อยก็ไม่มีเกณฑ์ตายตัว แต่ก่อนช่วงกลางวัย 40 ความหย่อนมักยังไม่มากพอ การผ่าตัดแผลเล็กหรือวิธีไม่ผ่าตัดจึงมักเหมาะกว่า อ่านต่อได้ที่ ดึงหน้ามินิ อายุเท่าไหร่ดี ส่วนใครอยากรู้ว่าควรทำตอนไหนและหน้าหย่อนระดับใดถึงควรผ่าตัด ดูได้ที่ ดึงหน้า ควรทำตอนไหน? 5 สัญญาณหน้าหย่อน ค่ะ
ผู้สูงอายุแบบไหนเหมาะกับการดึงหน้า และแบบไหนควรรอก่อน
เวลาลูก ๆ ถามแทนคุณพ่อคุณแม่ว่า «ดึงหน้า อายุ 60 70 ทำได้ไหม» แพทย์ไม่ได้ดูแค่ว่า «อยากทำไหม» แต่ดูต่อว่า «ร่างกายพร้อมรับการผ่าตัดและการพักฟื้นแล้วหรือยัง» ค่ะ
สัญญาณว่าพร้อม
- โรคประจำตัว เช่น ความดันหรือเบาหวาน คุมได้คงที่ตามคำแนะนำของแพทย์ประจำตัว
- ไม่สูบบุหรี่ หรือตั้งใจเลิกและทำได้จริง
- มีลูกหลานหรือคนใกล้ชิดช่วยดูแลในช่วงแรกหลังผ่าตัด และมีเวลาพักโดยไม่ต้องรีบกลับไปทำงานหนัก
- เข้าใจว่าเป้าหมายคือหน้าที่ดูสดชื่นและเป็นธรรมชาติ ไม่ใช่กลับไปเป็นหน้าเมื่อ 30 ปีก่อน
กรณีที่แพทย์มักให้เลื่อนหรือปรับแผน
- ความดันสูงที่ยังคุมไม่ได้: ตำราถือเป็นข้อห้ามผ่าตัดดึงหน้า ต้องคุมให้คงที่ก่อนแล้วค่อยประเมินใหม่
- เบาหวานหรือโรคหัวใจที่ยังไม่คงที่: ควรให้อายุรแพทย์หรือแพทย์โรคหัวใจดูแลจนพร้อมก่อน
- ยาที่เพิ่มการเลือดออกแต่หยุดเองไม่ได้: เช่น ผู้ที่ใส่ขดลวดหัวใจ ต้องให้แพทย์ผู้สั่งยาประเมินร่วมกับศัลยแพทย์ บางรายอาจต้องปรับแผนการผ่าตัด
การ «รอก่อน» ไม่ได้แปลว่า «ทำไม่ได้» นะคะ หลายคนกลับมาผ่าตัดได้หลังจากคุมโรคให้คงที่แล้วค่ะ
ก่อนดึงหน้าตอนอายุ 60+ แพทย์ตรวจสุขภาพอะไรบ้าง?
ส่วนนี้คือหัวใจของการดึงหน้าในผู้สูงอายุค่ะ ตำราศัลยกรรมระบุเรื่องที่ต้องตรวจในผู้ที่ดูแข็งแรงดีไว้ชัดเจน 3 เรื่อง คือ ความดันโลหิต ประวัติการสูบบุหรี่ และยาหรืออาหารเสริมที่ทำให้เลือดออกง่าย ส่วนเบาหวานและโรคหัวใจเป็นสิ่งที่แพทย์ตรวจเพิ่มในวัยนี้

| เรื่องที่ประเมิน | ทำไมสำคัญ | สิ่งที่ควรเตรียมมา |
|---|---|---|
| ความดันโลหิต | ความดันสูงเพิ่มโอกาสเกิดเลือดคั่งใต้ผิวหลังผ่าตัด | บันทึกค่าความดันช่วงหลัง และชื่อยาความดันที่กิน |
| เบาหวาน | น้ำตาลที่คุมไม่ได้ทำให้แผลหายช้าและติดเชื้อง่ายขึ้น | ผลน้ำตาลในเลือดล่าสุด และยาเบาหวานที่ใช้ |
| โรคหัวใจ | ต้องรู้ว่าร่างกายรับการผ่าตัดและยาระงับความรู้สึกได้แค่ไหน | ประวัติการรักษา และความเห็นจากแพทย์โรคหัวใจ (ถ้ามี) |
| ยาและอาหารเสริม | บางชนิดทำให้เลือดหยุดยาก | รายชื่อยาและอาหารเสริมทุกตัว พร้อมรูปถ่ายฉลาก |
| การสูบบุหรี่ | ทำให้เลือดไปเลี้ยงผิวน้อยลง แผลหายช้า | แจ้งแพทย์ตามจริง แม้จะสูบไม่มาก |
ความดันโลหิต: ต้องคุมให้ได้ก่อนผ่าตัด
ภาวะแทรกซ้อนที่พบบ่อยที่สุดของการดึงหน้า คือ เลือดคั่ง (hematoma) หรือเลือดไปสะสมเป็นก้อนใต้ผิวหลังผ่าตัด และความดันสูงคือตัวเร่งสำคัญ ตำราศัลยกรรมจึงถือว่าความดันสูงที่ยังคุมไม่ได้เป็นข้อห้ามผ่าตัด ส่วนความดันที่คุมได้แล้วผ่าตัดได้ภายใต้การดูแลค่ะ
งานศึกษาการดึงหน้าต่อเนื่อง 1,236 ราย ของ Rees และคณะ (1994) พบว่าความดันตัวบนก่อนผ่าตัดที่สูงกว่า 150 mmHg สัมพันธ์กับการเกิดเลือดคั่งมากขึ้น ตำรายังเตือนว่าความดันสูงระยะเริ่มต้นพบได้บ่อยในคนทั่วไป และหลายคนไม่รู้ตัวจนมาวัดก่อนผ่าตัด
คนที่กินยาความดันอยู่แล้ว ไม่ต้องกังวลว่าจะถูกปฏิเสธทันทีค่ะ สิ่งที่แพทย์อยากเห็นคือค่าที่คงที่ และแผนกินยาที่ชัดเจนตลอดช่วงผ่าตัด
เบาหวานและโรคหัวใจ
ผู้ที่มีเบาหวานหรือโรคหัวใจ แพทย์จะดูว่าโรคคุมได้ดีแค่ไหน และอาจขอความเห็นจากอายุรแพทย์หรือแพทย์โรคหัวใจก่อนนัดผ่าตัด ไม่มีตัวเลขเดียวที่ใช้ได้กับทุกคน เพราะต้องดูภาพรวมของแต่ละคนค่ะ
สำหรับคนที่จะเดินทางมาผ่าตัดที่เกาหลี การขอสรุปประวัติการรักษาจากแพทย์ประจำตัวที่ไทยติดตัวมา จะช่วยให้การประเมินเร็วและแม่นยำขึ้นมากค่ะ
ยาละลายลิ่มเลือด ยาต้านเกล็ดเลือด และอาหารเสริม
ยาละลายลิ่มเลือด (ยาที่ทำให้เลือดแข็งตัวช้าลง) ยาต้านเกล็ดเลือด เช่น แอสไพริน และอาหารเสริมบางชนิด เช่น น้ำมันปลา หรือแปะก๊วย ล้วนทำให้เลือดหยุดยากขึ้นได้ ตำราศัลยกรรมแนะนำให้เลี่ยงยาต้านการแข็งตัวของเลือดและยาต้านเกล็ดเลือดราว 1–2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด เพื่อลดโอกาสเกิดเลือดคั่ง
แต่ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดค่ะ ผู้สูงอายุหลายคนกินยาเหล่านี้เพื่อป้องกันหลอดเลือดสมองหรือหัวใจอุดตัน เช่น ผู้ที่ใส่ขดลวดหัวใจหรือมีภาวะหัวใจเต้นผิดจังหวะ การหยุดยาเองอาจอันตรายกว่าการผ่าตัดเสียอีก จะหยุด ลด หรือเปลี่ยนยาหรือไม่ ต้องให้แพทย์ผู้สั่งยาและศัลยแพทย์ตัดสินใจร่วมกันเท่านั้น
การสูบบุหรี่
ตำราจัดให้การสูบบุหรี่เป็นปัจจัยเสี่ยงที่ต้องแก้ไขก่อนผ่าตัดดึงหน้า เพราะนิโคตินทำให้หลอดเลือดเล็ก ๆ หดตัว เลือดไปเลี้ยงผิวที่ถูกยกน้อยลง แผลจึงหายช้าและเสี่ยงภาวะแทรกซ้อนมากขึ้น ควรแจ้งแพทย์ตามจริง แล้วให้แพทย์วางแผนการเลิกให้เหมาะกับตัวเองค่ะ
นอกจาก 4 เรื่องนี้ แพทย์จะประเมินสภาพร่างกายโดยรวมและความสามารถในการฟื้นตัวด้วย เช่น เดินเหินได้คล่องแค่ไหน นอนหลับและกินอาหารได้ดีไหม เพราะสิ่งเหล่านี้มีผลต่อการพักฟื้นโดยตรง
เมื่อมาถึงเกาหลี แพทย์อาจขอตรวจเพิ่มก่อนวันผ่าตัด เช่น ตรวจเลือด หรือตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ ตามสุขภาพของแต่ละคน ผลตรวจเหล่านี้ช่วยยืนยันว่าร่างกายพร้อมจริง จึงควรเผื่อเวลาสำหรับขั้นตอนนี้ไว้ในแผนการเดินทางด้วยค่ะ
วัย 60–70 มักใช้ดึงหน้าแบบไหน
ตำราศัลยกรรมอธิบายว่า ความเสื่อมตามวัยเกิดขึ้นทุกชั้นของใบหน้า ทั้งผิว ไขมันชั้นตื้น ชั้น SMAS ไขมันชั้นลึก และกระดูก ในวัยนี้ การดึงแค่ผิวจึงมักไม่พอ แพทย์มักพิจารณาวิธีที่ยกชั้น SMAS หรือชั้นลึกไปพร้อมกัน และถ้าคอหย่อนด้วย อาจวางแผนดึงคอร่วมด้วยค่ะ
บางคนหน้าตอบหรือแก้มยุบมาก การยกอย่างเดียวอาจไม่พอ ตัวอย่างในตำราคือผู้ป่วยอายุ 68 ปีที่ได้ผลดีขึ้นเมื่อดึงหน้าร่วมกับเติมไขมัน นอกจากนี้ ในบางราย แพทย์อาจแนะนำให้แบ่งทำเป็นขั้น แทนการทำทุกอย่างในครั้งเดียว เพื่อให้ร่างกายไม่ต้องรับภาระหนักเกินไป
รายละเอียดว่าความหย่อนแต่ละแบบเหมาะกับเทคนิคใด อ่านได้ที่ เลือกดึงหน้า SMAS ให้ตรงกับจุดที่หย่อนและอายุ ค่ะ
ผู้สูงอายุหลังดึงหน้า พักฟื้นต่างจากคนอายุน้อยอย่างไร?
คำตอบคือ ขั้นตอนการพักฟื้นเหมือนกัน แต่แต่ละช่วงอาจใช้เวลานานกว่า เพราะผิวและเนื้อเยื่อของผู้สูงอายุฟื้นตัวช้ากว่าค่ะ
ไทม์ไลน์การพักฟื้นโดยทั่วไป
| ช่วงพักฟื้น | สิ่งที่เกิดขึ้น | ระยะเวลาโดยประมาณ |
|---|---|---|
| ช่วงแรก | บวม ช้ำ และรู้สึกตึงมากที่สุด | 1–2 สัปดาห์แรก |
| กลับไปพบผู้คน | บวมช้ำส่วนใหญ่ลดลง แต่งหน้าปกปิดได้ | หลัง 2–3 สัปดาห์ |
| ช่วงกลาง | บวมที่เหลือค่อย ๆ ลด หน้าดูเป็นธรรมชาติขึ้น | 1–3 เดือน |
| ผลสุดท้าย | บวมหายหมด เห็นผลชัดเจน | 6–12 เดือน |
ตารางนี้เป็นภาพรวมของคนทั่วไป ผู้สูงอายุอาจใช้เวลาในแต่ละช่วงนานกว่านี้ และแตกต่างกันมากในแต่ละคนค่ะ หากผ่าตัดแบบ Deep Plane ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ดึงหน้า Deep Plane และการพักฟื้น
สิ่งที่ผู้สูงอายุควรวางแผนเพิ่ม
- มีคนช่วยดูแลช่วงแรก: ควรมีลูกหลานหรือคนใกล้ชิดอยู่ด้วย ช่วยเรื่องอาหาร การกินยา และพาไปตรวจตามนัด
- เผื่อวันพักที่เกาหลีให้พอ: อย่าจองตั๋วกลับแบบเฉียดฉิว และให้แพทย์ยืนยันก่อนว่าพร้อมขึ้นเครื่องแล้ว
- คุมความดันต่อเนื่องหลังผ่าตัด: ตำราระบุว่าความดันที่พุ่งขึ้น อาการคลื่นไส้ และการอาเจียนหลังผ่าตัด เพิ่มโอกาสเกิดเลือดคั่ง จึงต้องกินยาความดันและยาคุมอาการตามที่แพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด
- ระวังการหกล้ม: ช่วงแรกอาจรู้สึกเวียนหัวจากยาหรือการนอนพักนาน ควรมีคนช่วยพยุงเวลาลุกเดินหรือเข้าห้องน้ำ และเลือกที่พักที่ไม่ต้องขึ้นลงบันไดมาก
- เตรียมใจเรื่องบวมช้ำที่นานกว่า: ไม่ต้องตกใจถ้าหายช้ากว่าเพื่อนที่อายุน้อยกว่า และให้ถามแพทย์เมื่อไม่แน่ใจ
ดึงหน้าตอนอายุ 60 70 คาดหวังผลได้แค่ไหน
คำถามว่า «ดึงหน้า อายุ 60 70 ทำได้ไหม» ยังมีอีกครึ่งที่สำคัญไม่แพ้กัน คือ «ทำแล้วผลจะออกมาเป็นอย่างไร» ค่ะ
นพ. อี ซองอุค อธิบายว่า «ในผู้สูงอายุ ผิวยืดหยุ่นน้อยลงและโครงสร้างใบหน้าเปลี่ยนไป จึงคาดหวังผลแบบเดียวกับคนอายุน้อยได้ยาก แต่การดึงหน้าก็ยังช่วยให้รูปลักษณ์ดีขึ้นได้มาก และเพิ่มความมั่นใจได้»
เป้าหมายของการดึงหน้าในวัยนี้จึงเป็นแบบนี้ค่ะ
- หน้าดูสดชื่นขึ้นอย่างเป็นธรรมชาติ
- ผลลัพธ์มั่นคง ไม่ดึงจนตึงหรือดูผิดรูป
- ยังคงเค้าหน้าและลักษณะเฉพาะของตัวเองไว้
- ดูดีและดูสุขภาพดีสมวัย
ก่อนผ่าตัด แพทย์จะถามว่าอยากแก้จุดไหนมากที่สุด เช่น แนวกราม แก้ม หรือคอ แล้วอธิบายตามจริงว่าแต่ละจุดดีขึ้นได้แค่ไหน การคุยเรื่องนี้ให้ชัดตั้งแต่แรก ช่วยให้ทั้งคุณและครอบครัวเข้าใจตรงกันว่าผลลัพธ์จะออกมาในทิศทางใดค่ะ
ส่วนเรื่องว่าผลอยู่ได้นานแค่ไหน ขึ้นกับสภาพผิว การใช้ชีวิต และการดูแลตัวเอง จึงแตกต่างกันมากในแต่ละคน อ่านรายละเอียดได้ที่ ดึงหน้าอยู่ได้กี่ปี ค่ะ
ข้อควรระวัง: สัญญาณที่ต้องรีบแจ้งแพทย์หลังผ่าตัด
ในตำราศัลยกรรม อัตราการเกิดเลือดคั่งหลังดึงหน้าอยู่ราว 1.5% ในผู้หญิง และราว 4% ในผู้ชาย ส่วนงานวิจัยอื่น ๆ รายงานตัวเลขต่างกันไป ตั้งแต่ราว 1% ไปจนถึงสูงกว่านั้น ข่าวดีคือ ถ้าพบเร็ว แพทย์มักแก้ไขได้ทัน จึงควรรู้ไว้ว่าอาการไหนผิดปกติค่ะ
ให้ติดต่อแพทย์ทันทีถ้าพบอาการเหล่านี้
- หน้าบวมขึ้นเร็วผิดปกติ โดยเฉพาะบวมข้างเดียว
- ปวดมากขึ้นเรื่อย ๆ หรือรู้สึกแน่นตึงผิดปกติ แทนที่จะค่อย ๆ ดีขึ้น
- หายใจไม่สะดวก
- มีไข้สูง
ถ้าอาการเหล่านี้เกิดตอนกลางคืนหรือนอกเวลานัด ให้ติดต่อช่องทางฉุกเฉินที่ทีมแพทย์ให้ไว้ทันที ไม่ต้องรอถึงวันนัดตรวจครั้งถัดไป และลูกหลานที่ดูแลอยู่ควรเก็บเบอร์นี้ไว้ด้วยค่ะ
บวมช้ำที่ค่อย ๆ ลดลงทีละวันเป็นเรื่องปกติ แต่บวมที่เพิ่มขึ้นเร็วและปวดมากขึ้นคือสัญญาณที่ต้องรีบแจ้งแพทย์ค่ะ ภาวะแทรกซ้อนอื่น เช่น การติดเชื้อ หรือเส้นประสาทได้รับผลกระทบ พบได้น้อย แต่แพทย์จะอธิบายก่อนผ่าตัดทุกครั้ง ส่วนยาประจำตัว เช่น ยาความดัน ให้กินตามที่ทีมแพทย์สั่งเท่านั้นค่ะ
คำถามที่พบบ่อย: ดึงหน้า ผู้สูงอายุ
ดึงหน้า อายุ 70 ขึ้นไปทำได้ไหม?
ทำได้ค่ะ หากสุขภาพผ่านการประเมิน การดึงหน้าไม่มีเพดานอายุตายตัว แต่ยิ่งอายุมาก แพทย์จะตรวจละเอียดขึ้น และการพักฟื้นอาจใช้เวลานานกว่าคนอายุน้อย
มีความดันสูงหรือเบาหวาน ดึงหน้าได้ไหม?
ได้ค่ะ ถ้าคุมโรคได้คงที่ ตำราศัลยกรรมถือว่าความดันสูงที่ยังคุมไม่ได้เป็นข้อห้ามผ่าตัด แต่ถ้าคุมได้แล้วผ่าตัดได้ภายใต้การดูแล ควรให้แพทย์ประจำตัวช่วยคุมค่าให้คงที่ก่อน แล้วค่อยให้ศัลยแพทย์ประเมินอีกครั้ง
กินยาละลายลิ่มเลือดหรืออาหารเสริมอยู่ ต้องหยุดก่อนไหม?
ตำราแนะนำให้เลี่ยงยาที่ทำให้เลือดออกง่ายราว 1–2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด แต่ห้ามหยุดยาเองเด็ดขาดค่ะ เพราะบางคนกินยาเพื่อป้องกันหัวใจหรือสมองขาดเลือด ต้องให้แพทย์ผู้สั่งยาและศัลยแพทย์ตัดสินใจร่วมกัน
ผู้สูงอายุพักฟื้นหลังดึงหน้านานกว่าคนหนุ่มสาวแค่ไหน?
โดยทั่วไป บวมช้ำมากที่สุดใน 1–2 สัปดาห์แรก และกลับไปพบผู้คนได้หลัง 2–3 สัปดาห์ ผู้สูงอายุอาจใช้เวลานานกว่านี้ แต่บอกเป็นจำนวนวันที่แน่นอนไม่ได้ เพราะแตกต่างกันมากในแต่ละคนค่ะ
ถ้ายังไม่พร้อมผ่าตัด มีทางเลือกอื่นไหม?
ถ้าหน้าเพิ่งเริ่มหย่อน การยกกระชับแบบไม่ผ่าตัด เช่น อัลเทอร่า (Ulthera) หรือร้อยไหม ช่วยได้บางส่วนค่ะ แต่ถ้าหย่อนปานกลางขึ้นไป การดึงหน้ามักให้ผลชัดเจนกว่า
ปรึกษาเรื่องดึงหน้ากับทีมภาษาไทยของโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน
ถ้าคุณหรือคุณพ่อคุณแม่กำลังสงสัยว่า «ดึงหน้า อายุ 60 70 ทำได้ไหม» ขั้นแรกที่ดีที่สุดคือให้แพทย์ดูข้อมูลสุขภาพก่อนตัดสินใจเดินทางค่ะ ลูก ๆ เข้ามาปรึกษาพร้อมคุณพ่อคุณแม่ได้เลย
สิ่งที่ควรเตรียมไว้ก่อนปรึกษา
- รายชื่อยาและอาหารเสริมทุกตัวที่กินอยู่ (ถ่ายรูปฉลากมาก็ได้)
- บันทึกค่าความดันและน้ำตาลในเลือดช่วงหลัง
- รูปถ่ายสรุปประวัติการรักษาจากแพทย์ประจำตัว
- รูปหน้าตรงและด้านข้าง เพื่อให้แพทย์ดูความหย่อนเบื้องต้น
ค่าใช้จ่ายขึ้นกับวิธีผ่าตัดและสภาพของแต่ละคน จึงต้องปรึกษาเพื่อรับราคาเฉพาะบุคคลค่ะ
ทักแชทเข้ามาปรึกษาฟรีผ่าน LINE: @339fwnst หรือโทรสายตรงล่ามไทย +82-10-6864-1175 ค่ะ
เขียนและตรวจทานโดย: นพ. อี ซองอุค ศัลยแพทย์ตกแต่ง ผู้อำนวยการโรงพยาบาลศัลยกรรมมาอิน (กังนัม โซล)
※ เนื้อหานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อให้ข้อมูลเท่านั้น ไม่ได้ใช้แทนคำแนะนำ การวินิจฉัย หรือการรักษาทางการแพทย์ ผลลัพธ์อาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล และอาจเกิดผลข้างเคียงได้ กรุณาปรึกษาศัลยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญค่ะ



